เรื่องวิธีการจัดการอย่างไรกับปัญหาต่างๆในชีวิต แต่ละวัน
ในวิธีการเรื่องนี้ เราจะว่าไปตามสไตล์ที่เราได้เรียนรู้มา ทั้งจากการศึกษาโดยตรงก็ดี หรือจากวิถีประสพการณ์ของตัวเราเอง ที่ได้ประสบพบมา และการแก้ปัญหาต่อรองในสถานการณต่างๆ บางแง่มุมที่ว่าไปนี้ จะนำไปใช้ก็ยินดี หรือการปรับประยุกต์ไปใช้เป็นประโยชน์บ้างก็ดีใจด้วย หรือจะรู้สึกเฉยๆก็ไม่ว่า แต่ถ้ามาด่าก็ต้องมาคุยกันหน่อย อิอิ.. เราขอเริ่มที่เรื่อง ปัญหาในชีวิตนั้น จะหนักหรือเบา จะใหญ่หรือเล็กน้อย ที่เห็นๆอยู่ชัดๆก็แบ่งได้ง่ายๆ3ชนิด (1)ปัญหาที่เกิดจากผู้อื่น คือผู้อื่นเป็นผู้เริ่มแล้วกระเทือนมาเดือดร้อนเราทั้งแบบตั้งใจและแบบไม่เจตนา (2)ปัญหาเกิดโดยตัวเราเองทั้งรู้และไม่รู้ตัวหรือนึกไม่ถึง (3)ปัญหาที่มาจากความบังเอินหรือคราวเคราะห์หามยามร้าย หรือ แบบอุบัติโหด นั่นเอง อันนี้ดวง หรือกรรมเก่า...

เมื่อแยกย่อยปัญหาออกเห็นเป็นส่วนเช่นนี้ ก็จะมาพูดถึงสภาวะการกระทบความรู้สึกของอารมณ์เมื่อได้พบประสพกับปัญหา ถ้า ตัวเราเองมีความตั้งมั่น มีการอบรมบ่มจิตใจมาค่อนข้างดีพอ ก็จะเริ่มรู้หนทางรับมือกับปัญหานั้นๆได้และอาจจะฝ่าฟันจนผ่านพ้นไปด้วยดี ตรงนี้สำคัญมาก หลายคนที่เข้าไม่ถึงในสภาวะความพร้อม ก็คงตั้งรับไม่ทัน หรือไม่ดีพอ หรือไม่ได้เลย ก็จะเกิดความกังวลใจหนักใจขึ้นมา เร่าร้อนกระวนกระวายสับสน หาทางออกไม่ถูก หรือปรับใจรับความเสียหายที่บังเกิดขึ้นจากความเสียหายนั้นไม่ได้ ก็จะกดดันเป็นทุกข์ทั้งกายและใจไม่เป็นอันกินอันนอน และหรือตามมาด้วยการโทษนั่นโทษนี่ตีโพยตีพาย ตามแต่อารมณ์ต่างๆของแต่ละจริตตน จะเป็นไป อันนี้น่าเห็นใจเป็นอย่างมาก ต้องทำให้ผู้ที่อยู๋รอบข้างที่รักกัน พลอยเป็นทุกข์ร้อน ตามไปด้วยนะคับ จากผลกระทบของปัญหาทั้ง 3 ชนิดนี้ ตัวอย่างของปัญหาแต่ละชนิดนั้นก็มีมากมายยกตัวอย่างได้ไม่หมด แล้วแต่กรณีย์ๆนั้นๆ แต่เราอยากจะว่าถึงเรื่องการตั้งรับกับปัญหาให้วิธีมันเป็นรูปธรรมดูชัดเจนและนำไปใช้ได้ ชิวๆอันพอจะรู้จักมองเห็นหนทางรู้หลีกรู้รับ และว่าถึงเรื่องการฝึกหัด เตรียมพร้อมในวิธีการรับมือ ในแนวตั้งรับหรือรุกอย่างได้ผลมั่งดีไม๊ล่ะคับ อย่างแรกการฝึกวิสัยทัศนคติของตัว การมองโลกของแต่ละท่าน มีมุมมองที่เป็นแบบอยู่กับความจริง เป็นผู้ให้ และเตรียมตัว ใจให้มีความยืดหยุ่นเวลาดีใจก็ไม่เว่อร์เกิน และเวลาเสียใจก้อไม่แบบหดหู่ท้อแท้สิ้นหวังกำลังใจหายหมด แบบนี้ก็ต้องมาเข้าครอส ฝึกทำใจให้ดำเนินอยู่ในความพอดี และต้องเข้าใจเป็นอันดีในสภาวะที่มีได้ก็ต้องมีเสียไป มีลาภก็มีเสื่อมจากลาภ มียศศักดิ์ ก็มีเสื่อมจากยศ มีสรรเสริญก็มีนินทา มีสุขก็ย่อมมีทุกข์อันความรู้เช่นนี้มีประโยชน์ เพื่อมุ่งให้เราได้เข้าใจในความเป็นไปของวัฎจักรที่หมุนไปเช่นนี้ โดยมีเวลาเป็นตัวแปรเปลี่ยนกำหนด(คำพระเขาเรียกภาวะนี้ว่า โลกธรรม 8 พอจะgetขึ้นมั่งไม๊)เมื่อเราพอเห็นกลไกความเป็นไปแบบนี้ มันก็อยู่ที่เราเองจะมาคอยยื้อให้มัน(ที่เรารัก ชอบ)ให้อยู่กับเราไปจนวันตายเลย หรือ จะทำใจยอมรับ และเริ่มเข้าใจสภาวะของสัจธรรมต่างๆแล้วเริ่มจะปลงตก นั่นแหละ เราจะเริ่มแกร่ง และจะพอมีเกราะป้องกันจิตใจตน ไม่ให้ความเศร้าเสียใจ มากระเทือนเรามากเกินไป และเริ่มรักที่จะเรียนรู้การแก้ปัญหาในขั้นต่อไปได้ ส่วนที่จะคอยยื้อ ไม่ยอมรับความเข้าใจในสภาวะธรรมความจริงดังกล่าว ไม่เรียนรู้วิธีแก้ที่ถูกต้อง ก็คงจะหาวิธีทุกวิธีที่จะยื้อ เหนี่ยวรั้งให้สิ่งที่ชอบนั้น อยู่กับตนตลอดไป อันนี้เมื่อทำทุกทางแล้ว แต่วิธีการทำนั้น จะถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหรือไม่ผลที่ได้รับนั้น ถ้าไม่อยู่ในทางที่ถูกที่ควรตอนหลัง ก็จะเพิ่มปัญหาให้หนักขึ้นไปอีก รวมแล้วแย่กว่าเดิม ก็เศร้าคับ พอจะมองภาพชัดไม๊คับตรงนี้ การอบรมจิตให้แกร่งขึ้น วิธีรวมๆแล้วเราคงต้องหามาจากคำสอนของพระพุทธองค์ทั้งนั้น และทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเราเอง ก็ต้องอยู่ในศีลในธรรมให้มากด้วย คือ รักษาศีลให้ครบทั้ง5ข้อ เพื่อการไม่ทำให้ผู้อื่นนั้นเดือดร้อนเพราะเราเสียก่อน แต่ถ้าเราบกพร่องในศีล และเราเดือดร้อนเพราะเราเองไม่อยู่ในธรรม ก็เช่นว่า เรากินเหล้า(ขาดศีลข้อที่5)จนเมาแล้วขาดสติ แล้วเกิดวิวาทกับแก๊งอื่นเข้า ยิงรันฟันแทงจนเราได้รับบาดเจ็บสาหัส อันนี้เห็นชิวๆชัดๆ แต่เข็มขัดมันดันสั้นไป.. (คือ คาดไม่ถึง อิอิ...โครม) ปัญหาที่ได้รับคือ ก็ต้องเสียเงินทองเสียเวลารับการรักษาตัว เสียเงินทองในการสู้คดีความและเสียเวลา อาจจะเป็นปี หรือต้องติดคุกตารางรึเสียเงินถ้าเป็นจำเลยและแพ้คดี รึทำผู้อื่นโดนลูกหลงจากเราเอง นี่ตัวอย่างประเมินง่ายๆ ปัญหาที่มากมายนี้ มาจากแค่การกินเหล้า(ผิดศิลข้อ5) แล้วขาดสติ หลังจากนั้นเราจะรับมือกับปัญหายังไง ไหวมั๊ย นั้นต้องรับไปเต็มๆล่ะคับ..ในส่วนอื่นของการฝึกใจขั้นต่อมาก็คือ ความมั่นคงภายในใจเช่น การนิ่ง สงบ เยือกเย็น ประโยชน์มียังไงหรือคับ ก็คือความมีสมาธิจิตที่นิ่ง สงบ และเยือกเย็นกว่า มันทำให้มองเห็นปัญหาได้ทะลุทะลวงอย่างหมดจด และความเยือกเย็นทำให้ค่อยๆเห็นลำดับขั้นตอนในการจัดการได้ชิวๆชัดขึ้น ก็จะทำให้ต่อกรกับปัญหาได้อย่างยอดเยี่ยม และเป็นไปด้วยดี และอาจจะพลิกปัญหานั้น ให้กลายเป็นโอกาศแจ้งเกิดได้อีกด้วย(แบบว่า มารไม่มี บารมีไม่เกิด ยังงั้นแหละ..) สิ่งสำคัญ คือการเรียนรู้การหัดมองโลกในแง่ดีไว้เสมอ ทุกสิ่งอย่างมีหลายมุมที่จะมองหลากหลาย ให้เลือกที่จะมองมุมที่ดีไว้ก่อนเสมอ (มองดูด้วยว่า เราเดินในทางที่ถูกที่ควรรึเปล่าด้วยนา เช่นไปมองแก้วเหล้าที่เหลือครึ่งแก้ว แล้วก็เข้าสูตรนี้ว่า มองในแง่ดีหน่อยเพื่อน ยังเหลืออีกตั้งครึ่งแก้ว อันนี้นี่คือจะโดนไม่ไช่น้อยเลยนะเนี่ย..)การมีมุมมองที่ดี ช่วยให้เรามีความได้เปรียบทางกำลังใจสูงและทำให้เราฉลาดและขำขันในระหว่างความทุกข์ได้ดี จะช่วยผ่อนความตรึงเครียดลง ทำให้เห็นทางสว่างได้มากขึ้น การที่จะอัพเกรดตัวเองให้มีความพร้อมจะรับมือที่ดี จะประกอบไปด้วยคุณสมบัติหลายๆปัจจัยด้วยกัน เช่น เป็นผู้รอบรู้ เป็นพหูสูตร ก็ต้องมาจากการศึกษาเรียนรู้ สะสมประสพการณ์ในการแก้ปัญหาเรื่องราวต่างๆ และคล่องแคล่วในการลงมือทำงานด้วยตนเอง ไม่คอยพึ่งพาแต่ผู้อื่น อันนี้ต้องทำให้เป็นนิสัยเข้าใว้ เพราะคนเรามักที่จะรักสบาย ไม่ชอบลำบาก คนรวยนี่ก็อย่าง..ชอบใช้เงินแก้ปัญหา เอาสะดวกตัวเข้าไว้ พอเวลาเจอความลำบากโดยที่ไม่คาดคิด ก็จะตกม้าลงมาตายซะเป็นส่วนมาก อันนี้ไม่ได้มาต่อว่าผู้มีอันจะกินนะคับ แต่กังวลว่าถ้าไม่หัดใช้ตัวเองลงมาแก้ปัญหา มันจะทำให้ไม่รู้ที่มาที่ไปของปัญหาและไม่ห็นทางออกของปัญหานะคับ ในปัจจัยต่อไปก็คือการหัดอบรมตนเอง ให้เป็นผู้มีสมาธิที่ถูกต้องเรียกว่ามีสัมมาสมาธิ อันนี้ต้องพึ่งสถานที่ที่สงบ ไม่มีสิ่งรบกวน (คงไม่ต้องไปฝึกถึงป่าช้าโน่นหรอกนะคร๊าบ)เช่นห้องพระบ้านเรา(ถ้ามี)เป็นสิ่งสำคัญ บางคนไม่เคยได้รู้เลยว่า การสวดมนต์ ภาวนา นั่งสมาธิ ที่คนรุ่นก่อนๆชอบสอนบ่อยๆ นั่นคือการอบรมจิตใจให้เป็นผู้ที่มีคุณสมบัตินี้นั่นเอง ทำให้มีกำลังใจ ความกล้าที่จะเผชิญกับปัญหาได้โดยไม่หวาดหวั่น ถ้าเราต้องการคุณสมบัติแบบนี้ ก็ควรที่จะฝึกหัดวิธีการ อันได้แก่การสวดมนต์ไหว้พระ เช้า-เย็นพยายามฝึกนั่งสมาธิ(ควรหาครูที่ดี สอนนะคับ-การนั่งสมาธิ)จุดหมายสำคัญก็คือความระลึกรู้ ความทั่วพร้อมอยู่ในปัจจุบันที่เดียว ไม่ปล่อยใจให้ไหลไปอดีตที่ผ่านมา หรือลอยไปกับความเพ้อฝันไม่เป็นตัวตน อันนี้จะเสียกำลังของจิต จิตจะไม่แข็งแกร่งหรือหมดกำลังง่ายนั่นเองคับ ในส่วนนี้ท่านว่า หากเรามีสมาธิระลึกถึงลมหายใจประจำ หรือรู้พร้อมทั่วตนเองในสภาพปัจจุบันได้ตลอด หรือ สะสมไปนานๆเข้าจิตก็จะมีกำลังสูงพอ จะทำการงานใดๆก็จะมีประสิทธิภาพดี และความผิดพลาดจะน้อยลงจะเห็นได้ชัดเจน ตรงนี้ เป็นอานิสงค์ประโยชน์ของการฝึกอบรมนี้ จะทำให้เป็นผู้มองได้กว้างไกลกว่าคนอื่นมากนัก ถ้าเราต้องการคุณสมบัตินี้ ก็ต้องฝึกสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ ไม่ต้องไกล ห้องพระบ้านเรานั่นแหละดีที่สุด หาหนังสือสวดมนต์สักเล่ม แล้วทำตามวิธีการขั้นตอนต่างๆในหนังสือนั้นเอานะคับ และควรฝึกอย่างต่อเนื่องนะคับ อย่าขาดตอนและถ้าวันพระ ควรหัดอาราธนาและรักษาศีลให้เป็น แล้วศีลนั้น จะรักษาเราให้เป็นสุข (เป็นกุศลประโยชน์แบบเป็นอัตโนมัติเลยนะคับ..)แล้วปัญญาเราจะเกิดมากมายจะค่อยๆแจ่มแจ้งในหลักการแห่งชีวิต เปรียบได้ดัง ตะดอนในขวดที่ฟุ้งว่อนทั่วทั้งขวดทำให้น้ำในขวดขุ่นมัว พอขวดนิ่งนานๆเข้า ตะกอนเมื่อไม่มีอะไรไปกระเทือน ก็จะค่อยๆรวมตัวตกลงก้นขวด คราวนี้น้ำในขวดจะเริ่มใส ยิ่งขวดนิ่งนานเข้าน้ำจะใสแจ๋วจนมองเห็นทะลุขวดได้อย่างชัดเจน อุปมาแบบนั้นเป๊ะเลยคับ ตรงนี้..ส่วนปัจจัยต่อไป เป็นปลีกย่อย ของการอบรมจิตขั้นสูงหน่อย คือการเรียนรู้ในสภาวะจิตตนเอง เปรียบได้ว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ก็ชนะร้อยครั้ง อันนี้ไปต้องไปฝึกอบรมบ่มกันเป็นเรื่องเป็นราว ต้องหาเวลาอย่างน้อยซัก1อาทิตย์ต่อครั้งที่จะฝึก ต้องหาวัดที่เขารับฝึกปฎิบัติเช่น คณะ5 ภายในวัดมหาธาตุในกรุงเทพฯ ถ้าเป็นในปริมณฑลหรือต่างจังหวัด ก็หาวัดที่เขารับฝึกปฎิบัติในจังหวัดนั้นๆเอานะคับ มีทั่วทุกจังหวัดล่ะคับ ในบ้านเรานี้..ประโยชน์ของการฝึกในขั้นนี้คือ มีความสามารถควบคุมใจตนเองได้มั่นคงขึ้น จะอยู๋เหนือกิเลสความกังวล กวัดแกว่งใดๆมากระทบใจ คือ จะมีความสามารถที่จะตั้งรับได้ในระดับที่ดี ถึงดีมาก อันนี้จะถึงขั้นแยกแยะสภาวะต่างๆภายในใจตนเองที่ดีหรือไม่ดี จะดูตนเองออก และจะรู้การลด ละ เลิก กระทำในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ได้มากขึ้น มีมุมมองเห็นสภาวะทุกข์ในขันธ์5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้อย่างแจ่มแจ้งขึ้นมามาก ทำให้รู้ว่าความทุกข์ใจมีอยู่ในทั่วทุกคนไม่เว้นใคร เวลามีทุกข์ ก็จะมีความรู้สึก เหมือนๆกัน ทำให้เรามีความเมตตาคนอื่นมากขึ้นได้ และไม่ก่อทุกข์ให้ผู้อื่น อันนี้สำหรับผู้ที่เข้าถึงแล้วนะคับ และประโยชน์อีกแยะมากมายว่ากันไม่หมด ในการฝึกปฎิบัติแบบนี้ มีการเดินจงกลม เพื่อให้รู้เท่าทันสภาวะของใจตนว่าเป็นอย่างไร และวิธีกำหนดรู้ความทุกข์ เมื่อเราเริ่มมองเห็นสภาวะใจของตัวเองบ่อยๆเข้า ปัญญาในการรู้เท่าทันทุกข์ ทุกข์นั้น ก็จะเริ่มเบาสภาวะลงในใจ แล้วจะดับไป ก็เขาจะสอนให้เรากำหนดรู้เช่นนี้ จารไนยไม่หมด ความรู้เรื่องวิธีปฎิบัติแนวนี้ หากได้ฝึกฝนบ่อยครั้งเข้า ก็จะสามารถนำไปใช้เป็นอาวุธชั้นเลิศในการต่อกรกับปัญหาชีวิตได้ดีมากๆเป็นวิธีแก้ทุกข์ได้ถาวรที่สุดวิธีนึงจิงๆ เพราะทุกข์เกิดที่ใจ ก็ต้องมาแก้ที่ใจ แก้ปัญหาทุกข์ใจได้ถูกต้องถาวร เรานั้นจะรู้ได้ด้วยตัวเอง ถ้าเราได้มาฝึกฝนจริงๆจังๆเสียดาย สมัยนี้ มักเอาแต่ทางวัตถถุนิยม ไม่ชอบที่จะเรียนรู้ฝึกฝนวิธีแบบนี้ เพราะการเข้าวัดนั้น มันไม่ไช่ที่หาความสำราญ ในแบบที่เขาไปกัน ชอบแบบที่หาความสุขเที่ยวหาความสำราญ เพื่อกลบเกลื่อนซ่อนความทุกข์ในใจตัวไปวันๆ มันแก้ไม่ถาวรหรอกคับพี่น้อง พอซักพัก ความทุกข์มันก็โผล่ออกมารบกวนจิตใจอีกอยู่ดี เป็นการแก้แบบใบบัวปิดกองขี้หมา พอลมพัดใบบัวปลิว กลิ่นขี้หมาก็เหม็นหึ่งอีกอยู่ดีล่ะคับ ชอบกันนัก แบบนี้ เป็นประเภทไม่ยอมรับสภาพโลกที่แท้จริง และไม่เรียนรู้ที่จะแก้ให้ถูกต้องหรือไม่มีผู้นำพา รึก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะหัดเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาต่างๆของชีวิต อันโบราณว่าไว้ บัวนั้นมี4แบบ (1) บัวพ้นน้ำ แบบนี้เป็นพวกเสาะหาความจริงของชีวิต พวกขยันเรียนรู้สู้ชีวิต รู้จักถ่อมตนไม่เย่อหยิ่งผยองในอัตตาตน คนแบบนี้ เพียงแนะนำหนทางที่ถูกต้องให้ ก็เข้าใจขยันฝึกฝนจนประสพผลสำเร็จดั่งบัวที่บานพ้นน้ำ (2)บัวปริ่มน้ำ แบบนี้ ก็เป็นประเภทชอบเสาะแสงหาเรียนรู้ความเป็นจริงของชีวิต แต่ปัญญาอาจจะดูช้าไปบ้าง แต่ก็ยังเพียรพยายามฝึกฝนหาหนทางอย่างต่อเนื่อง ก็พอเห็นแล้วว่า ในอนาคตข้างหน้าก็จะประสพผลสำเร็จได้แน่นอน (3) บัวใต้น้ำ แบบนี้เป็นพวกยังไม่รู้จักหนทางในความเป็นจริง เป็นแบบ 50/50 แต่ถ้าปรับปรุงตัวหันมาเพียรพยายามฝืนใจสู้ชีวิตเรียนรู้ฝึกฝนหนทางที่ถูกต้อง พยายามเรียนรู้เข้าใจในความเป็นจริงของชีวิต เลิกเป็นพวกวัตถุนิยม และหันมาเข้าใจกับสัจธรรมแท้จริงได้ก็จะเปลี่ยนเป็น ประเภทที่2ได้ เช่นกัน ถ้าเลือกทางจมอยู่ที่เดิม ก็จะค่อยๆจมลงๆจนกลายเป็นประเภทที่ (4) บัวจมเลน นี้ จะกลายเป็นอาหารของเต่า ปูปลา สัตว์ใต้น้ำเพียงสถานเดียวไม่มีโอกาศที่จะเข้าใจว่า บรรยากาศที่พ้นน้ำไปนั้น น่ารื่นรมณ์ซักเพียงใด ไม่รู้รสชาติการรับแสงอาทิตย์ และการแตกหน่อขยายสาขาสวยสะพรั่งบานบัวบนน้ำนั้น น่าชื่นใจเพียงใดนะคับ พวกเราก็เชิญเลือกเอาได้เลยคับ ว่าได้จะเป็นบัวประเภทไหนกัน(บัวนอกคอก ก็พวกบัวแล้งน้ำ..) วิธีที่เราว่ามาทั้งหมดนั้น ใช้แก้ปัญหาได้ทุกกรณีย์เลยคับ ไม่ว่าจะเรื่องทุกข์ใจเรื่องตนเอง ครอบครัว พี่น้องคนรัก การทำจิตทำใจให้เข้มแข็ง ต่อสู้กับความทุกข์กายและใจได้ดีจริงๆนะคับ และยังมีวิธีปลีกย่อยใดๆวิธีอื่นอีก เราจะมารับใช้กันต่อไปใน blogหน้านะคับ ขอให้ไปฝึกฝนเบลี่ยนตัวเองขึ้นให้เป็นคนใหม่ มีคุณภาพขึ้นเท่าที่ป๋มเรียนรับใช้ไปบ้างนี้นะคับพี่น้องเอ๋ยย.. หากมีความสงสัยประการใดๆโปรดติดต่อมาคุยกันคับ..พี่น้องเอ๋ย..ด้วยความปรารถนาดีจากใจจริง
