นาย กิต's profileSpace ของ here kitPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    [] มุมมองเรื่องการจัดการอย่างไรกับปัญหาต่างๆในชีวิตแต่ละวัน(ตอน..ว่าไปเรื่อยเปื่อย)

     
        outkast4.jpg P3020084.jpg bu0zmvl6.jpg S467.gif
    เรื่องวิธีการจัดการอย่างไรกับปัญหาต่างๆในชีวิต แต่ละวัน    ในวิธีการเรื่องนี้ เราจะว่าไปตามสไตล์ที่เราได้เรียนรู้มา ทั้งจากการศึกษาโดยตรงก็ดี หรือจากวิถีประสพการณ์ของตัวเราเอง ที่ได้ประสบพบมา และการแก้ปัญหาต่อรองในสถานการณต่างๆ บางแง่มุมที่ว่าไปนี้ จะนำไปใช้ก็ยินดี หรือการปรับประยุกต์ไปใช้เป็นประโยชน์บ้างก็ดีใจด้วย หรือจะรู้สึกเฉยๆก็ไม่ว่า แต่ถ้ามาด่าก็ต้องมาคุยกันหน่อย  อิอิ..  เราขอเริ่มที่เรื่อง ปัญหาในชีวิตนั้น จะหนักหรือเบา จะใหญ่หรือเล็กน้อย ที่เห็นๆอยู่ชัดๆก็แบ่งได้ง่ายๆ3ชนิด   (1)ปัญหาที่เกิดจากผู้อื่น คือผู้อื่นเป็นผู้เริ่มแล้วกระเทือนมาเดือดร้อนเราทั้งแบบตั้งใจและแบบไม่เจตนา                (2)ปัญหาเกิดโดยตัวเราเองทั้งรู้และไม่รู้ตัวหรือนึกไม่ถึง    (3)ปัญหาที่มาจากความบังเอินหรือคราวเคราะห์หามยามร้าย  หรือ แบบอุบัติโหด นั่นเอง อันนี้ดวง  หรือกรรมเก่า...
     
              65.gif
     
     เมื่อแยกย่อยปัญหาออกเห็นเป็นส่วนเช่นนี้ ก็จะมาพูดถึงสภาวะการกระทบความรู้สึกของอารมณ์เมื่อได้พบประสพกับปัญหา ถ้า ตัวเราเองมีความตั้งมั่น มีการอบรมบ่มจิตใจมาค่อนข้างดีพอ ก็จะเริ่มรู้หนทางรับมือกับปัญหานั้นๆได้และอาจจะฝ่าฟันจนผ่านพ้นไปด้วยดี ตรงนี้สำคัญมาก หลายคนที่เข้าไม่ถึงในสภาวะความพร้อม ก็คงตั้งรับไม่ทัน หรือไม่ดีพอ หรือไม่ได้เลย ก็จะเกิดความกังวลใจหนักใจขึ้นมา เร่าร้อนกระวนกระวายสับสน หาทางออกไม่ถูก หรือปรับใจรับความเสียหายที่บังเกิดขึ้นจากความเสียหายนั้นไม่ได้ ก็จะกดดันเป็นทุกข์ทั้งกายและใจไม่เป็นอันกินอันนอน และหรือตามมาด้วยการโทษนั่นโทษนี่ตีโพยตีพาย ตามแต่อารมณ์ต่างๆของแต่ละจริตตน จะเป็นไป อันนี้น่าเห็นใจเป็นอย่างมาก ต้องทำให้ผู้ที่อยู๋รอบข้างที่รักกัน พลอยเป็นทุกข์ร้อน ตามไปด้วยนะคับ  จากผลกระทบของปัญหาทั้ง 3 ชนิดนี้ ตัวอย่างของปัญหาแต่ละชนิดนั้นก็มีมากมายยกตัวอย่างได้ไม่หมด แล้วแต่กรณีย์ๆนั้นๆ แต่เราอยากจะว่าถึงเรื่องการตั้งรับกับปัญหาให้วิธีมันเป็นรูปธรรมดูชัดเจนและนำไปใช้ได้ ชิวๆอันพอจะรู้จักมองเห็นหนทางรู้หลีกรู้รับ และว่าถึงเรื่องการฝึกหัด เตรียมพร้อมในวิธีการรับมือ ในแนวตั้งรับหรือรุกอย่างได้ผลมั่งดีไม๊ล่ะคับ อย่างแรกการฝึกวิสัยทัศนคติของตัว การมองโลกของแต่ละท่าน มีมุมมองที่เป็นแบบอยู่กับความจริง เป็นผู้ให้ และเตรียมตัว ใจให้มีความยืดหยุ่นเวลาดีใจก็ไม่เว่อร์เกิน และเวลาเสียใจก้อไม่แบบหดหู่ท้อแท้สิ้นหวังกำลังใจหายหมด แบบนี้ก็ต้องมาเข้าครอส ฝึกทำใจให้ดำเนินอยู่ในความพอดี และต้องเข้าใจเป็นอันดีในสภาวะที่มีได้ก็ต้องมีเสียไป มีลาภก็มีเสื่อมจากลาภ มียศศักดิ์ ก็มีเสื่อมจากยศ มีสรรเสริญก็มีนินทา มีสุขก็ย่อมมีทุกข์อันความรู้เช่นนี้มีประโยชน์ เพื่อมุ่งให้เราได้เข้าใจในความเป็นไปของวัฎจักรที่หมุนไปเช่นนี้  โดยมีเวลาเป็นตัวแปรเปลี่ยนกำหนด(คำพระเขาเรียกภาวะนี้ว่า โลกธรรม 8 พอจะgetขึ้นมั่งไม๊)เมื่อเราพอเห็นกลไกความเป็นไปแบบนี้ มันก็อยู่ที่เราเองจะมาคอยยื้อให้มัน(ที่เรารัก ชอบ)ให้อยู่กับเราไปจนวันตายเลย หรือ จะทำใจยอมรับ และเริ่มเข้าใจสภาวะของสัจธรรมต่างๆแล้วเริ่มจะปลงตก นั่นแหละ เราจะเริ่มแกร่ง และจะพอมีเกราะป้องกันจิตใจตน ไม่ให้ความเศร้าเสียใจ มากระเทือนเรามากเกินไป และเริ่มรักที่จะเรียนรู้การแก้ปัญหาในขั้นต่อไปได้ ส่วนที่จะคอยยื้อ ไม่ยอมรับความเข้าใจในสภาวะธรรมความจริงดังกล่าว ไม่เรียนรู้วิธีแก้ที่ถูกต้อง ก็คงจะหาวิธีทุกวิธีที่จะยื้อ เหนี่ยวรั้งให้สิ่งที่ชอบนั้น อยู่กับตนตลอดไป อันนี้เมื่อทำทุกทางแล้ว แต่วิธีการทำนั้น จะถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหรือไม่ผลที่ได้รับนั้น ถ้าไม่อยู่ในทางที่ถูกที่ควรตอนหลัง ก็จะเพิ่มปัญหาให้หนักขึ้นไปอีก รวมแล้วแย่กว่าเดิม ก็เศร้าคับ พอจะมองภาพชัดไม๊คับตรงนี้ การอบรมจิตให้แกร่งขึ้น วิธีรวมๆแล้วเราคงต้องหามาจากคำสอนของพระพุทธองค์ทั้งนั้น และทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเราเอง ก็ต้องอยู่ในศีลในธรรมให้มากด้วย คือ รักษาศีลให้ครบทั้ง5ข้อ เพื่อการไม่ทำให้ผู้อื่นนั้นเดือดร้อนเพราะเราเสียก่อน แต่ถ้าเราบกพร่องในศีล และเราเดือดร้อนเพราะเราเองไม่อยู่ในธรรม ก็เช่นว่า เรากินเหล้า(ขาดศีลข้อที่5)จนเมาแล้วขาดสติ แล้วเกิดวิวาทกับแก๊งอื่นเข้า ยิงรันฟันแทงจนเราได้รับบาดเจ็บสาหัส อันนี้เห็นชิวๆชัดๆ แต่เข็มขัดมันดันสั้นไป.. (คือ คาดไม่ถึง อิอิ...โครม) ปัญหาที่ได้รับคือ ก็ต้องเสียเงินทองเสียเวลารับการรักษาตัว เสียเงินทองในการสู้คดีความและเสียเวลา อาจจะเป็นปี หรือต้องติดคุกตารางรึเสียเงินถ้าเป็นจำเลยและแพ้คดี รึทำผู้อื่นโดนลูกหลงจากเราเอง นี่ตัวอย่างประเมินง่ายๆ ปัญหาที่มากมายนี้ มาจากแค่การกินเหล้า(ผิดศิลข้อ5) แล้วขาดสติ หลังจากนั้นเราจะรับมือกับปัญหายังไง ไหวมั๊ย นั้นต้องรับไปเต็มๆล่ะคับ..ในส่วนอื่นของการฝึกใจขั้นต่อมาก็คือ ความมั่นคงภายในใจเช่น การนิ่ง สงบ เยือกเย็น ประโยชน์มียังไงหรือคับ ก็คือความมีสมาธิจิตที่นิ่ง สงบ และเยือกเย็นกว่า มันทำให้มองเห็นปัญหาได้ทะลุทะลวงอย่างหมดจด และความเยือกเย็นทำให้ค่อยๆเห็นลำดับขั้นตอนในการจัดการได้ชิวๆชัดขึ้น ก็จะทำให้ต่อกรกับปัญหาได้อย่างยอดเยี่ยม และเป็นไปด้วยดี และอาจจะพลิกปัญหานั้น ให้กลายเป็นโอกาศแจ้งเกิดได้อีกด้วย(แบบว่า มารไม่มี บารมีไม่เกิด ยังงั้นแหละ..) สิ่งสำคัญ คือการเรียนรู้การหัดมองโลกในแง่ดีไว้เสมอ ทุกสิ่งอย่างมีหลายมุมที่จะมองหลากหลาย ให้เลือกที่จะมองมุมที่ดีไว้ก่อนเสมอ  (มองดูด้วยว่า เราเดินในทางที่ถูกที่ควรรึเปล่าด้วยนา เช่นไปมองแก้วเหล้าที่เหลือครึ่งแก้ว แล้วก็เข้าสูตรนี้ว่า มองในแง่ดีหน่อยเพื่อน ยังเหลืออีกตั้งครึ่งแก้ว อันนี้นี่คือจะโดนไม่ไช่น้อยเลยนะเนี่ย..)การมีมุมมองที่ดี ช่วยให้เรามีความได้เปรียบทางกำลังใจสูงและทำให้เราฉลาดและขำขันในระหว่างความทุกข์ได้ดี จะช่วยผ่อนความตรึงเครียดลง ทำให้เห็นทางสว่างได้มากขึ้น การที่จะอัพเกรดตัวเองให้มีความพร้อมจะรับมือที่ดี จะประกอบไปด้วยคุณสมบัติหลายๆปัจจัยด้วยกัน เช่น เป็นผู้รอบรู้ เป็นพหูสูตร ก็ต้องมาจากการศึกษาเรียนรู้ สะสมประสพการณ์ในการแก้ปัญหาเรื่องราวต่างๆ และคล่องแคล่วในการลงมือทำงานด้วยตนเอง ไม่คอยพึ่งพาแต่ผู้อื่น อันนี้ต้องทำให้เป็นนิสัยเข้าใว้ เพราะคนเรามักที่จะรักสบาย ไม่ชอบลำบาก คนรวยนี่ก็อย่าง..ชอบใช้เงินแก้ปัญหา เอาสะดวกตัวเข้าไว้ พอเวลาเจอความลำบากโดยที่ไม่คาดคิด ก็จะตกม้าลงมาตายซะเป็นส่วนมาก อันนี้ไม่ได้มาต่อว่าผู้มีอันจะกินนะคับ แต่กังวลว่าถ้าไม่หัดใช้ตัวเองลงมาแก้ปัญหา มันจะทำให้ไม่รู้ที่มาที่ไปของปัญหาและไม่ห็นทางออกของปัญหานะคับ ในปัจจัยต่อไปก็คือการหัดอบรมตนเอง ให้เป็นผู้มีสมาธิที่ถูกต้องเรียกว่ามีสัมมาสมาธิ อันนี้ต้องพึ่งสถานที่ที่สงบ ไม่มีสิ่งรบกวน (คงไม่ต้องไปฝึกถึงป่าช้าโน่นหรอกนะคร๊าบ)เช่นห้องพระบ้านเรา(ถ้ามี)เป็นสิ่งสำคัญ บางคนไม่เคยได้รู้เลยว่า การสวดมนต์ ภาวนา นั่งสมาธิ ที่คนรุ่นก่อนๆชอบสอนบ่อยๆ นั่นคือการอบรมจิตใจให้เป็นผู้ที่มีคุณสมบัตินี้นั่นเอง ทำให้มีกำลังใจ ความกล้าที่จะเผชิญกับปัญหาได้โดยไม่หวาดหวั่น ถ้าเราต้องการคุณสมบัติแบบนี้ ก็ควรที่จะฝึกหัดวิธีการ อันได้แก่การสวดมนต์ไหว้พระ เช้า-เย็นพยายามฝึกนั่งสมาธิ(ควรหาครูที่ดี สอนนะคับ-การนั่งสมาธิ)จุดหมายสำคัญก็คือความระลึกรู้ ความทั่วพร้อมอยู่ในปัจจุบันที่เดียว ไม่ปล่อยใจให้ไหลไปอดีตที่ผ่านมา หรือลอยไปกับความเพ้อฝันไม่เป็นตัวตน อันนี้จะเสียกำลังของจิต จิตจะไม่แข็งแกร่งหรือหมดกำลังง่ายนั่นเองคับ ในส่วนนี้ท่านว่า หากเรามีสมาธิระลึกถึงลมหายใจประจำ หรือรู้พร้อมทั่วตนเองในสภาพปัจจุบันได้ตลอด หรือ สะสมไปนานๆเข้าจิตก็จะมีกำลังสูงพอ จะทำการงานใดๆก็จะมีประสิทธิภาพดี และความผิดพลาดจะน้อยลงจะเห็นได้ชัดเจน ตรงนี้ เป็นอานิสงค์ประโยชน์ของการฝึกอบรมนี้ จะทำให้เป็นผู้มองได้กว้างไกลกว่าคนอื่นมากนัก ถ้าเราต้องการคุณสมบัตินี้ ก็ต้องฝึกสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ ไม่ต้องไกล ห้องพระบ้านเรานั่นแหละดีที่สุด หาหนังสือสวดมนต์สักเล่ม แล้วทำตามวิธีการขั้นตอนต่างๆในหนังสือนั้นเอานะคับ และควรฝึกอย่างต่อเนื่องนะคับ อย่าขาดตอนและถ้าวันพระ ควรหัดอาราธนาและรักษาศีลให้เป็น แล้วศีลนั้น จะรักษาเราให้เป็นสุข (เป็นกุศลประโยชน์แบบเป็นอัตโนมัติเลยนะคับ..)แล้วปัญญาเราจะเกิดมากมายจะค่อยๆแจ่มแจ้งในหลักการแห่งชีวิต เปรียบได้ดัง ตะดอนในขวดที่ฟุ้งว่อนทั่วทั้งขวดทำให้น้ำในขวดขุ่นมัว พอขวดนิ่งนานๆเข้า ตะกอนเมื่อไม่มีอะไรไปกระเทือน ก็จะค่อยๆรวมตัวตกลงก้นขวด คราวนี้น้ำในขวดจะเริ่มใส ยิ่งขวดนิ่งนานเข้าน้ำจะใสแจ๋วจนมองเห็นทะลุขวดได้อย่างชัดเจน อุปมาแบบนั้นเป๊ะเลยคับ ตรงนี้..ส่วนปัจจัยต่อไป เป็นปลีกย่อย ของการอบรมจิตขั้นสูงหน่อย คือการเรียนรู้ในสภาวะจิตตนเอง เปรียบได้ว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ก็ชนะร้อยครั้ง อันนี้ไปต้องไปฝึกอบรมบ่มกันเป็นเรื่องเป็นราว ต้องหาเวลาอย่างน้อยซัก1อาทิตย์ต่อครั้งที่จะฝึก ต้องหาวัดที่เขารับฝึกปฎิบัติเช่น คณะ5 ภายในวัดมหาธาตุในกรุงเทพฯ ถ้าเป็นในปริมณฑลหรือต่างจังหวัด ก็หาวัดที่เขารับฝึกปฎิบัติในจังหวัดนั้นๆเอานะคับ มีทั่วทุกจังหวัดล่ะคับ ในบ้านเรานี้..ประโยชน์ของการฝึกในขั้นนี้คือ มีความสามารถควบคุมใจตนเองได้มั่นคงขึ้น จะอยู๋เหนือกิเลสความกังวล กวัดแกว่งใดๆมากระทบใจ คือ จะมีความสามารถที่จะตั้งรับได้ในระดับที่ดี ถึงดีมาก อันนี้จะถึงขั้นแยกแยะสภาวะต่างๆภายในใจตนเองที่ดีหรือไม่ดี จะดูตนเองออก และจะรู้การลด ละ เลิก กระทำในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ได้มากขึ้น มีมุมมองเห็นสภาวะทุกข์ในขันธ์5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้อย่างแจ่มแจ้งขึ้นมามาก ทำให้รู้ว่าความทุกข์ใจมีอยู่ในทั่วทุกคนไม่เว้นใคร เวลามีทุกข์ ก็จะมีความรู้สึก เหมือนๆกัน ทำให้เรามีความเมตตาคนอื่นมากขึ้นได้ และไม่ก่อทุกข์ให้ผู้อื่น อันนี้สำหรับผู้ที่เข้าถึงแล้วนะคับ และประโยชน์อีกแยะมากมายว่ากันไม่หมด ในการฝึกปฎิบัติแบบนี้ มีการเดินจงกลม เพื่อให้รู้เท่าทันสภาวะของใจตนว่าเป็นอย่างไร และวิธีกำหนดรู้ความทุกข์ เมื่อเราเริ่มมองเห็นสภาวะใจของตัวเองบ่อยๆเข้า ปัญญาในการรู้เท่าทันทุกข์ ทุกข์นั้น ก็จะเริ่มเบาสภาวะลงในใจ แล้วจะดับไป ก็เขาจะสอนให้เรากำหนดรู้เช่นนี้ จารไนยไม่หมด ความรู้เรื่องวิธีปฎิบัติแนวนี้ หากได้ฝึกฝนบ่อยครั้งเข้า ก็จะสามารถนำไปใช้เป็นอาวุธชั้นเลิศในการต่อกรกับปัญหาชีวิตได้ดีมากๆเป็นวิธีแก้ทุกข์ได้ถาวรที่สุดวิธีนึงจิงๆ เพราะทุกข์เกิดที่ใจ ก็ต้องมาแก้ที่ใจ แก้ปัญหาทุกข์ใจได้ถูกต้องถาวร เรานั้นจะรู้ได้ด้วยตัวเอง ถ้าเราได้มาฝึกฝนจริงๆจังๆเสียดาย สมัยนี้ มักเอาแต่ทางวัตถถุนิยม ไม่ชอบที่จะเรียนรู้ฝึกฝนวิธีแบบนี้ เพราะการเข้าวัดนั้น มันไม่ไช่ที่หาความสำราญ ในแบบที่เขาไปกัน ชอบแบบที่หาความสุขเที่ยวหาความสำราญ เพื่อกลบเกลื่อนซ่อนความทุกข์ในใจตัวไปวันๆ มันแก้ไม่ถาวรหรอกคับพี่น้อง พอซักพัก ความทุกข์มันก็โผล่ออกมารบกวนจิตใจอีกอยู่ดี  เป็นการแก้แบบใบบัวปิดกองขี้หมา พอลมพัดใบบัวปลิว กลิ่นขี้หมาก็เหม็นหึ่งอีกอยู่ดีล่ะคับ ชอบกันนัก แบบนี้ เป็นประเภทไม่ยอมรับสภาพโลกที่แท้จริง และไม่เรียนรู้ที่จะแก้ให้ถูกต้องหรือไม่มีผู้นำพา รึก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะหัดเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาต่างๆของชีวิต  อันโบราณว่าไว้ บัวนั้นมี4แบบ (1) บัวพ้นน้ำ แบบนี้เป็นพวกเสาะหาความจริงของชีวิต พวกขยันเรียนรู้สู้ชีวิต รู้จักถ่อมตนไม่เย่อหยิ่งผยองในอัตตาตน คนแบบนี้ เพียงแนะนำหนทางที่ถูกต้องให้ ก็เข้าใจขยันฝึกฝนจนประสพผลสำเร็จดั่งบัวที่บานพ้นน้ำ (2)บัวปริ่มน้ำ  แบบนี้ ก็เป็นประเภทชอบเสาะแสงหาเรียนรู้ความเป็นจริงของชีวิต แต่ปัญญาอาจจะดูช้าไปบ้าง แต่ก็ยังเพียรพยายามฝึกฝนหาหนทางอย่างต่อเนื่อง ก็พอเห็นแล้วว่า ในอนาคตข้างหน้าก็จะประสพผลสำเร็จได้แน่นอน  (3) บัวใต้น้ำ แบบนี้เป็นพวกยังไม่รู้จักหนทางในความเป็นจริง เป็นแบบ 50/50 แต่ถ้าปรับปรุงตัวหันมาเพียรพยายามฝืนใจสู้ชีวิตเรียนรู้ฝึกฝนหนทางที่ถูกต้อง พยายามเรียนรู้เข้าใจในความเป็นจริงของชีวิต เลิกเป็นพวกวัตถุนิยม และหันมาเข้าใจกับสัจธรรมแท้จริงได้ก็จะเปลี่ยนเป็น ประเภทที่2ได้ เช่นกัน ถ้าเลือกทางจมอยู่ที่เดิม ก็จะค่อยๆจมลงๆจนกลายเป็นประเภทที่  (4) บัวจมเลน นี้ จะกลายเป็นอาหารของเต่า ปูปลา สัตว์ใต้น้ำเพียงสถานเดียวไม่มีโอกาศที่จะเข้าใจว่า บรรยากาศที่พ้นน้ำไปนั้น น่ารื่นรมณ์ซักเพียงใด ไม่รู้รสชาติการรับแสงอาทิตย์ และการแตกหน่อขยายสาขาสวยสะพรั่งบานบัวบนน้ำนั้น น่าชื่นใจเพียงใดนะคับ  พวกเราก็เชิญเลือกเอาได้เลยคับ ว่าได้จะเป็นบัวประเภทไหนกัน(บัวนอกคอก ก็พวกบัวแล้งน้ำ..) วิธีที่เราว่ามาทั้งหมดนั้น ใช้แก้ปัญหาได้ทุกกรณีย์เลยคับ ไม่ว่าจะเรื่องทุกข์ใจเรื่องตนเอง ครอบครัว พี่น้องคนรัก การทำจิตทำใจให้เข้มแข็ง ต่อสู้กับความทุกข์กายและใจได้ดีจริงๆนะคับ และยังมีวิธีปลีกย่อยใดๆวิธีอื่นอีก เราจะมารับใช้กันต่อไปใน blogหน้านะคับ ขอให้ไปฝึกฝนเบลี่ยนตัวเองขึ้นให้เป็นคนใหม่ มีคุณภาพขึ้นเท่าที่ป๋มเรียนรับใช้ไปบ้างนี้นะคับพี่น้องเอ๋ยย..  หากมีความสงสัยประการใดๆโปรดติดต่อมาคุยกันคับ..พี่น้องเอ๋ย..ด้วยความปรารถนาดีจากใจจริง 
                      overfeeding_the_pigeons1.gif   Funny
                                                                                                                                                                                                                                                                                                     

    [] ทำไมต้องมากินเจเล่า?เนื้อสัตว์ก็อร่อยดีแล้ว เรื่องไรต้องมาลำบากล่ะ

    animal.gif            

       ทำไมต้องมากินเจด้วยล่ะ!?     ทำไมต้องมากินเจด้วยล่ะ!?    ทำไมต้องมากินเจด้วยล่ะ!?            

      นอกจากจะเพื่อสุขภาพ หรือเพื่อลดคอเรสเตอรอลในร่างกาย ทำให้เบาขึ้นแล้วเนี่ย ก็จะมาถึง  เหตุผลที่ สำคัญอันเป็นความจริงที่เรามาโกหกกันไม่ได้ คือ เราเอาชีวิต(ที่ชีวิตเค้านั้นยังต้องดำรงชีพตามที่ต้องมีและเป็นอยู่เช่น กิน นอน มีความรัก มีคู่ครอง มีทายาทสืบสกุล)ของเค้าทั้งชีวิตมาต่อชีพเราเอง โดยที่เขาไม่ได้ยินยอม..(มีไม๊ล่ะ หมู เป็ด ไก่ วิ่งเข้ามาหา แล้วบอกว่า มากินชั้นที มากินชั้น..) และเค้าไม่มีความสามารถที่จะหนีจากการหยิบยื่นความตายตรงหน้าได้ เพราะถูกมัด ขัง จำกัดอิสระภาพ และปิดทางชีวิตเขา โดยให้แต่ความตายเพียงสถานเดียว ก้อยุติธรรมรึเปล่าเล่าเพียงเพราะเรามาแต่งตั้งเค้ากันเองว่าเขาเหล่านั้นมีชีวิดขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารเท่านั้นหรือไม่ก้อมาตั้งให้เป็นทาส มาขังเค้าไว้เพื่อขายมั่งเพื่อเพลิดเพลินมั่ง มันใช่จิงๆรึเปล่า ลองคิดดูให้ถ้วนถี่ให้ดีๆซิ มันถึงเป็นบาปประเภท บาปอยู่กะคนทำ กรรมอยู่กะคนกิน สัตว์ที่เขาต้องมาตายก่อนอันสมควร ด้วยเราไปจำกัดชีวิตเขา เมื่อเขาตาย ก็กลายมาเป็นวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรมาคอยทวงกรรมแค้นกับคนที่ฆ่าเขา และทวงคนที่เกี่ยวกรรมกับเขา(กินเนื้อเค้านั่นเอง)คนที่มักฆ่าสัตว์มักมีชีวิตบั้นปลายไม่มีความสุข ถ้าไม่มีเหตุต้องตายโหง  ก็มีแต่โรคร้ายรุมเร้าทุกข์ทรมานสิ้นดี  หรือไม่ ก็ครอบครัวมักมีปัญหามาก หาเงินไม่คล่องติดขัดอยู่เรื่อยๆให้ส้งเกตุดูให้ดี ไม่ก็ชอบทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวไม่เป็นสุข อันนี้เค้าว่าเพราะแรงอาฆาตของสัตว์เจ้ากรรมนายเวรนั้นส่งผลให้เช่นนี้ มันวนเวียนเป็นระบบแบบนี้เสมอโดยที่เราไม่นึกรู้(อวิชา)หรือไม่อยากจะรู้ในสัจจะความเป็นจริงเช่นนี้เพราะไปฆ่าเขา หรือไม่ได้ฆ่านะ แต่กินเฉยๆ(เกี่ยวกรรมกับเขา) หรือจะบอกว่าเพราะเราไม่ได้รู้มิได้เห็น ก้อกินได้ เพราะเค้าเอาเนื้อมาขาย ก็ต้องซื้อมากินซี่ และถ้าเนื้อเจ้านี้เลิกขาย เจ้าอื่นๆเค้าก้อขายก้อต้องมีคนไปซื้อมากินอยู่ดีแหละ อันนี้น่าจะเรียกว่า ส่งเสริมการขาย(การฆ่านั่นเเหละ)มันก้อเกี่ยวกรรมทั้งสิ้นนั่นแหละ บาปมากหรือบาปน้อย  อันว่าบาปน้อยๆนี้ เมื่อรวมกันบ่อยๆเข้า มันก็เป็นกรรมที่เปิดช่องทางให้เจ้ากรรมเขามาเล่นงานเราได้เช่นเดียวกัน  เรื่องกลไกแห่งกรรมแบบนี้ พวกเราไม่เคยได้รู้กันหรอก เชื่อสิให้ดิ้น... เพราะไม่เคยได้เข้าวัดฟังธรรมจากพระสุปฎิปันโน ไม่เคยได้ฟังท่านเทศน์เรื่องแบบนี้(ศิล5ข้อ เป็นต้น) ก้อเลยสัตว์โลกก้อเป็นไปตามกรรม จึงจะขอเรียนเชิญท่านพิสูจน์กรรมเช่นว่านี้ได้ ที่วัดเขาสมโภชน์ อำเภอชัยบาดาล ลพบุรีนั่นแหละ ท่านเองอาจจะกระจ่างแจ่มแจ้ง และพอเข้าใจได้เป็นอย่างดีก็เป็นได้นะคับ  หรือติดต่อมาสอบถามกันได้ใกล้ๆ  ที่อาจารย์ประชิต  มหาเมฆ อยุ่แถวดอนเมือง ทางไปวัดนาวง  ถนนสรงประภา โทรศัพท์081-712-7262ท่านอยู่ต้อนรับทุกวัน อาจารย์แม่ประชิต เป็นศิษย์สายวัดเขาสมโภชน์เช่นกัน ใครมีเคราะห์หนัก ชีวิตมีปัญหาหนัก ก็มาตรวจแก้กรรมกันได้ เมื่อพอรู้ต้นเหตุของกรรมแล้วถึงจะแก้ไขให้ได้ถูกที่คัน เคราะห์ที่หนัก ก็จะเบาลง และดีขึ้นได้ อาจารย์แม่มักจะเน้น ให้สวดมนต์ ภาวนา รักษาศิล และคอยสร้างกุศลเพิ่มเสมอ ดวงจะได้ไม่ตกง่าย  ส่วนในเรื่องการลองมาทานอาหารเจดูนี่ ก็ อยากให้ซ้อมก่อนด้วยการเขี่ยเนื้อสัตว์ออกจากจานไปก่อน หรือทำอาหารที่ไม่ต้องมีเนื้อสัตว์ใดๆเลย(กินไข่,นมวัวได้นะ) สมัยนี้วิทยาโภชนาการเค้าก้าวหน้าไปมากแล้วนะคับ สามารถทำเนื้อเทียมเลียนแบบเนื้อสัตว์ไม่ว่า จะเป็น เนื้อวัว เนื้อหมู 3ชั้น เนื้อเป็ด ไก่  หรือกระทั่งเนื้อปลา  เค้าก็สามารถเลียนแบบได้เหมือนมาก ทั้งรสชาติด้วย จนผมเองต้องคายออก เพราะนึกว่าเป็นเนื้อสัตว์จริงๆ เค้าก็ว่านี่มันเจนะ ผมก็เลยอึ้งกิมกี่ไปเลย มันแยกไม่ออกจิงๆนะคับ อาหารเลียนแบบเนื้อสัตว์นี้ ใช้ของยี่ห้อ โยตาอาหารเจ นะคับ จะอร่อยดีที่สุด สะอาด แพกห่อชีลทันสมัยนะคับในเมื่อมีทางเลือกที่มากขึ้น และร้านอาหารเจที่ขายทุกวัน ก้อเริ่มผุดขึ้นมามากขึ้น และเพื่อสุขภาพพลานามัยที่ดี ร่างกายที่เบา สบายไม่มีคอเรสเตอรอลสูงเหมือนกินเนื้อสัตว์นั้น อาจจะช่วยให้พวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้น ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บ และไม่ต้องไปเกี่ยวกรรมกับสรรพสัตว์เขา อาจจะช่วยให้พวกเรา ไม่ไข้ ไม่เจ็บ ไม่จน เพิ่มกุศลเมตตาจิตมากขึ้น ทำให้พวกเรามีจิตใจแจ่มใสเบิกบาน ทั้งสุขภาพดีมีบุญกุศลถึงพร้อม ยิ่งขึ้น ชอบแบบนี้ไม๊คับพวกเรา หรือคิดกันว่ายังไงมั่ง เรื่องนี้ อ่ะคับ..และในกลอนสุภาษิตของสายธรรมจีน ก็กล่าวเอาไว้ว่า คนกินเจเพียง 1 คน  อีกหมื่นชีวิตรอดตาย มันก้อมีความหมายที่ อื้มม...ก้อใช่จิงๆๆน่ะแหระ ผมคิดว่างั้น..หรือคิดกันว่าไงล่ะคับ..หืมม..ช่วยบอกกันทีนะคับ..

    Become a Vegetarian   

     

    การออกกำลังด้วยการปั่นเสือภูเขาของเรา

    P3141127.jpgP3141132.jpgP3141117.jpgP3141113.jpgPhoto1382.jpg      

    จริงๆแล้ว ครั้งแรกๆเราก้อไม่คิดที่จะไปตะลอนๆ

    ขับเคี่ยวกับยวดยานต่างๆที่ต่างคนก็เร่งรีบเพื่อให้ถึงที่ของตัวเองไวๆ(มี3ที่ ที่หมาย,โรงบาล,วัด)

     ถึงกับแข่งตะบี้ตะบันปาดขวาแซงซ้ายควันโขมงโฉงเฉง 

     mz_03_10012943557.gif

     บางทีถึงขั้นท้าตีท้าต่อยกันเหยงๆๆกลางถนน 

     เพราะนิสัยเราไม่ชอบไปเสี่ยงอันตรายๆอะไรแบบนั้น

     แต่เพราะเพื่อนรุ่นน้องมันชวน ชวนช๊วนชวนจนเราต้องยอมซื้อรถของมันมาขี่

      มันว่าประหยัด ไม่เปลืองค่ารถ แถมออกกำลังไปในตัว

     

    และยกตัวอย่างนักกีฬาแยงกี้ lance armstrong เจ้าบองแชมป์ ตูร์ เดอ ฟร๊องตั้งหลายสมัย(ระยะ600km.บรื๊อ ไกลโครต)Lance Armstrong, 2004 Tour de France: Six-Time Tour de France Winner Art Print by Graham Watson

    ว่า ตะก่อนเค้าเป็นมะเร็งต้องทนทุกข์ทรมาณ ออดๆแอดๆ

    ไปไหนก๊ไม่ได้ จนวันนึงทนไม่ไหว

    ก็หนีหมอมาขี่จักรยานไปไกลๆ ขี่ไปขี่มา

    เอ้อ.แข็งแรงขึ้นเฟ้ย.. ภายหลังไปตรวจหามะเร็งที่เป็นอยู่

     อ้าว มันหายไปไหนแร้ว..โอ้ว..มายก๊อด(ไม่แดม)

     

     นั่นเป็นกำลังใจให้ อีตา แลนซ์  อาร์มสตรอง มาลงสนามแข่งขัน

    จนได้ดิบได้ดี มีชื่อเสียงเกรียงไกรมาตราบจนทุกวันนี้

     เป็นอีกเหตุผลนึงที่เรายอมมาขี่ด้วย  และมันก้อไม่ได้ง่ายเร้ยย..

     

    ที่กว่าจะเป็นมวยกะเขามาได้ทุกวันนี้

      โดนปาดขวาแซงซ้ายบีบแตรสนั่นใส่จนจะถอดใจถอยซะแร้ว..และเซ็งโครตกับไอ้ตูบข้างถนน 

    ที่มาคอยวิ่งไล่กวดและ เห่าไล่ตามให้ต๊กกะใจเสียวน่องจะโดนมันงับๆๆๆฮ่งๆๆงับๆๆ 

     แต่ว่าเราก้อคิดว่าอะไรๆมันก้อย่อมมีหลักการของมันที่เราต้องพัฒนาให้ถูกขั้นตอน

     

    มันจะเริ่มปุ๊บ เป็นปั๊บเลยนั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอกโยมเอ๋ย..

    เราจึงได้เพียรพยายาม เรียนรู้วิธีเอาตัวรอด หัดรู้จักการใช้สปีด

    ให้มันเร็วขึ้นทันใจเรา การปรับเปลี่ยนเชนจ์เกียร์เบาไปหนักสุด

     ให้ทำความเร็วให้ได้เวลาเร็วที่สุด มันมี7เกียร์

     ครั้งแรกก้อไล่ทีละเกียร์ อาจจะ6ครั้งต่อการเชนจ์ถึงจะเร็วขึ้น

    ครั้งต่อไปก้อพัฒนาขึ้นเหลือแค่3ครั้งก็ความเร็วจี๋แล้ว

     ตรงนี้จะยากที่กล้ามเนื้อเราต้องแกร่งพอที่จะสปรินท์โดยที่ความเร็วไม่ตกเรยย

     ก้อคงต้องขับทุกวัน ใน 1 เดือนก็สามารถจะมองเห็นความก้าวหน้าได้แร้ว

     1180822953317.gif

     ก้อพอที่จะขี่ไกลๆได้โดยไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร..แต่

    การที่เราได้ออกถนนประจำนั้น มันบังคับเราอัตโนมัติ

    ให้พัฒนาตัวมันเอง เพื่อการเอาตัวรอดในสถานการต่างๆ

    คล้ายๆกับถูกผู้ใหญ่จับโยนลงน้ำเพื่อให้เราได้ว่ายน้ำเป็น

     

    มันต่างกันหน่อยตรงการว่ายน้ำแบบนั้น

    ต้องตาลีตาเหลือกว่ายๆๆๆๆให้พยุงตัวเองพ้นน้ำ และถึงฝั่งอย่างปลอดภัย

      แต่การออกถนนนั้น มันจะมีทางเลือกที่มากกว่า

    ว่าอยากรอดก็ต้องพยายามพัฒนาค่อยๆเรียนรู้ขั้นตอนต่างๆที่ดี

    เช่น ชิดซ้าย แระหัดขอทางเขา  ยอมก้มหัว"ขอทางให้หน่อยคร๊าบ..พี่น้อง"

     หัดทำให้เป็น หัดอ่อนน้อมให้เป็น เค้าก้อจะชลอให้

    ถ้าอยู่ๆพรวดออกขวาไปเรย เป็นไงล่ะจ๊ะ..ก้อโดนนะเซ่ พี่น้อง

     ไม่โดนรถเหยียบ ก้อโดนให้พร"เมงอยากตายเร๋อฟะ"หรือให้ของขวัญแบบ บัฟฟาโล่โนอา

     (แปลว่าฟายบ่มีสระอา)นั่นแหระคร๊าบแบกกลับบ้านไปเป็นพวงๆๆเร้ยย..พี่น้องเอ๋ย....               

     แระพอเราผ่านขั้นตอนพัฒนาการต่างๆซึ่งก้อไม่ง่ายนัก

    มันคอยมีอะไรมาทดสอบเราอยู่เรื่อยๆ จากครั้งแรกๆรถบางคันชอบขับมาจี้

    คอยเร่งบื้นๆไม่ก้อคอยบีบแตรไล่ ไม่ก็แซงเฉียดห่างเราไปนิ้วเดียวก็มีแท๊กซี่นี่โดนบ่อย

    ไม่ก้อรถเมล์นี่แหละ มะก่อนก้อเป็นตัวดีเรยร่ะ ชอบขับจี้แล้วชอบพ่นเสียงไฮโดรลิก ฟู่ๆ

    เสียงดังมักๆ ถ้าไม่ระวังจะสะดุ้งโหยงแล้วรถจะส่าย ตอนนี้แหละถ้าเราประคองตัวได้

     มันจะชอบใจใหญ่ไล่จี้ไม่ปล่อย คอยแต่พ่นไอ้ไฮโดรลิกฟู่ๆๆๆเป็นระยะสนุกมือสลับกับบีบแตรไล่

      และมักจะแซงเราไปโดยที่แทบจะเบียดเราให้เละเป็นวุ้น เวรจิงๆ..

     ติดอยู่กับฟุตบาท ตอนนี้จะต้องประคองรถให้ดีและมักจะเจอเคสที่หลายรูปแบบไม่ค่อยซ้ำกันนัก

     

     ตอนที่แรงลมดูดจากตัวรถใหญ่ลมมันพัดรวบตัวเรา รถมันจะแกว่งแรงและส่ายไปมา

     ต้องสติมั่นคง นิ่ง ค่อยๆผ่อนความเร็วและประคองรถถอยออกให้เป็นเส้นตรงตลอดช่วงนาทีนี้

    ครั้งหลังๆเราชักมีน้ำโหขึ้นมาซะแร้วสิมันชักจะถี่โดยที่เราไม่ได้มีอะไรโต้ตอบมันเลย ซักนี๊ดด.. 

     089.gif

    ฮึ่ม...ย๊าก...ต้องร้องเพลงสู้เว๊..ของน้องเบ๊นซ์ นักร้องลูกทุ่งตัวจิ๋ว 

    คือมันชักบ่อย ชักจะถี่ครั้งเข้า มันไม่ไหวแร้วเฟ้ยย.เลยจะต้องหัดเชนจ์เกียร์ อย่างที่ว่ามาข้างต้น

     หาที่ซุ่มซ้อมฝึกหัดจนนานเข้าๆ พอเริ่มชำนาญขึ้น เร็วขึ้น ขี่ได้ไกลขึ้น ก็เจออีกครั้งจนได้..

    แล้ววันต่อมา ก้อมีรถเมล์อีกแร้วล่ะครับท่าน ค่อยๆขยับมาใกล้ๆ จ่อหลังจี้ขึ้นมาในเลนของเรา (ซ้าย)

     

    ถ้ามันจะตีออกขวาซะ แล้วก้อแซงได้ดันไม่แซง

     พอดีตาดันเหลือบชำเลืองไปเห็นเค้ากำลังจะเร่งขึ้นมาเพื่อมาจ่อข้างหลังเราเพื่อคอยไล่จี้สไตล์เดิมเด๊ะ

                 เหะๆๆ เราก้อทันทีเล้ย ปรับสปีดเชนจ์เกียร์ไล่ความเร็วอย่างสุดๆกันล่ะ..พี่น้อง..                  talkshitgethit.gif

    นับ 1,2,3,ความเร็วจาก25กลายเป็น55ทันที

    พุ่งปรู๊ดเราพรวดไปแล้วโน่น รถเมล์เค้าคงจะงงเต๊ก..เรยพยายามไล่จี้ตามมา

     โฮ้ย..ยังดึงเกมยาวอยู่..ไม่ได้แอ้มร๊อกเพ่..

    เพราะเราสปีดเปลี่ยนจานใหญ่มาความเร็วที่เกือบ70มรอมมร่อแร้ว ปรู๊ดฉีกไปไกลแย้วว..

     s_2b758464a3e52c965f275ae0bc10e64d.gif

    กว่าจะมาถึงผม พี่เค้าก้อต้องผ่อนความเร็วลงมาซะแล่วว..บักสีดาน่อยๆ....

    เพราะว่าบังเอิ๊ญใกล้จะถึงสี่แยกไฟแดงข้างหน้าโน่น ซแร้วคับ เพ่..!!!

    แล้วผมก้อต้องเลี้ยวซ้ายไปธุระผมต่อซะด้วย ไม่มีเวลามาต่อภาค2ให้แก้มืกทมไฟแดงแยะก็เงี๊ยะ น่ากัวจะบ่นว่า" ฮึ่ม!!ฝากไว้ก่อนเถอะโอฬาร"  (ไม่เอาโว้ย)

     gangbang.gif  

    จริงๆแล้วมันก้อไม่ได้ยากเย็นอะไรกับการปั่นจักรยานแบบนี้ดอกครับ

     คนที่ขับเป็นแล้วคงยืนยันได้ดี  เพียงแต่เราต้องมีแค่ความกล้าที่จะใช้ถนนก่อน

     ก้อให้คิดว่าไม่ได้แค่ให้รถเครื่องอย่างเดียวได้ใช้บนถนนนี้เท่านั้นนี่

    อย่างน้อยเรา พ่อแม่ พี่น้องญาติเราก้อเสียภาษีกะเค้าเหมือนๆกัน

    congratulations.gif 

    ในเมื่อมีโอกาศแล้ว ก้อใช้มันซะ ลองดู 

    คิดอย่างเนี่ยล่ะคับ พื้นๆก่อน  พอเราเริ่มไปเป็นแร้ว 

     รับรองว่า จะเข้าใจในรสชาติของวิวข้างถนน

     ยิ่งถนนยามเช้าๆที่มีต้นไม้ข้างทางเยอะๆนั่นปะไรล่ะคับ

     โอ้ มายก๊อด สด สดชื่นจาย ในบรรยากาศลมพัดเอื่อยๆเย็นสบายยามเช้า

     pix415mf8.gif

    แม๊..มันลืมไม่ลงจิงๆๆเรยนะ

    ยิ่งอย่างในต่างจังหวัดที่มีภูเขา

    ต้นไม้ตลอดทางวิว 2 ข้างทาง

    DSCN1167.jpgfktmp17_0058.jpgPicture004.jpgIMG_2653.jpg

    โอ้..เห็นภาพไม๊ว่า เราจะมีความรู้สึกดีขนาดไหน

      สุดยอดมากๆคับ ยิ่งที่ระยองทั้งภูเขา ชอบมะ ชอบม๊า..

    Ff.jpgIstanbul2007018.jpg

            และทั้งทะเล ขับชมวิวไป..โอ้ว มายก๊อด....เยส....เยส..พลีส...ใช่เร้ย                        ธรรมชาติเพียวๆเลย.. พี่น้อง ผมไปมาแร้วคับพี่น้องเอ๋ยย.

                          กะจักรยานเนี่ยแหละ ดีต่อทั้งร่างกาย  จิตใจอย่างแท้จริง                       aww.jpgVCRdGj8XhMKeRC78q0OpJRlMnYuq.jpg

    ร่างกายก้อแข็งแกร่งขึ้น จิตใจก้อมั่นคงสงบนิ่งดี

     ทำให้ไม่เครียด ดูกระฉับกระเฉงดี และทำให้มีภาวะความเป็นผู้นำสูงขึ้น    

       

     

    เห็นชัดเลยว่าทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น คิดว่าจักรยานนี้ดีไม๊ล่ะคับ..   และนี่เลยคับใครชอบขี่จักรยานแนวไหน ก็มาดูเวบนี่เลยเพื่อนรุ่นน้องของกระป๋มชื่อนายแบ๊งค์(มดเอ๊กซ์:กิติพงษ์)คนชวนกระป๋มมาขี่จักรยานเสือพากันปั่นตลอนๆไปตั้งแต่วงแหวนรอบนอกยันนครปฐมพากันไปแข่งเอาถ้วยที่ระยองในงานของออชาดปาร์คครอสคันทรี่ก็ได้ถ้วยมาใบนึงไปกันแต่เรา2คนลงจากรถทัวร์แล้วก็โหลดจักรยานลงมาปั่นจนไปถึงงานแข่งกันเลยทีเดียว ก็คุ้มคับตอนนี้เพื่อนเขาเป็นทีมชาติประเภทจักรยานcycle sport คืออะไรอย่า งง นะคับ ถ้าบอกว่าขี่จักรยานเตะฟุตบอลก็จะร้องอ๋อ..เพราะในต่างประเทศเขาฮิตกันนานแล้ว เราพึ่งจะมีกันคับ และเพื่อนคนนี้(นายแบ๊งค์)เป็นคนรวบรวมกลุ่มการขี่จักรยานแบบtrialเป็นพวกแรกๆและลงเวบเป็นพวกแรกในไทยเรานี่..(โห..น่าเหนื่อยแทนเจงๆว่ะน้องเอ้ยย..อิอิ)มาดูที่ www.trialriders.com ลองแวะไปดูมั่งนะคับ มีสอนขี่แบบผาดโผน การดูรถ แบบรถแบบเสือฯลฯสารพัดความรู้นะคับมาแนะนำ และรวมกลุ่มไปขี่กันหลายๆที่เช่นไปพระราม8เหมือนที่ป๋มไปบ่อยๆ เฉพาะคืนวันศุกร์จะเจอกลุ่มขี่แบบtrialจะมารวมตัวกันขี่โชว์ท่าผาดโผนต่างๆเชินนะคับ.ว่างก็เชิญมาดูกัน ตอนหัวค่ำใต้สะพานพระราม8 คับ.ถ้าเจอผมก็เข้ามาทักทายได้ครับ นั่นที่ประจำของผมเลยล่ะครับ อากาศดีมั่กๆ ลมพัดชื่นจาย..

    msndollzu_1263726318.gif    021-1.jpg