นาย กิต's profileSpace ของ here kitPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    [] ชนชนาcellfood(ข้อมูลเพิ่มเติม1)เซลล์ฟู๊ด..คืออะไร?

                             เซลล์ฟู๊ด...คืออะไร? 
     
                      ออกซิเจนทางเลือกของการมีสุขภาพที่ดี
                           เ ซ ล ล์ ฟู๊ ด    คื อ อ ะ ไ ร
         Cellfood  ® เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โมเลกุลเล็กเข้มข้นที่มีพลังงานสูง ประกอบไปด้วย
     
           1.สารแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกาย 78 ชนิด (34 ชนิด จากต้นพืชเก่าแก่บนบกที่มีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์จากผืนดินที่ยังไม่ถูกบุกเบิก
    และอีก 44 ชนิด จากทะเลตอนใต้ของนิวซีแลนด์ที่ยังไม่ถูกรบกวนจากสารพิษ และเนื่องจาก Cellfood® ไม่ได้ใช้กรรมวิธีกระบวนความร้อนในการ
    กลั่น แร่ธาตุต่างๆทุกอย่างจึงยังคงถูกเก็บเอาอยู่ในรูปเดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน)
           2.เอนไซม์34ชนิด
           3.กรดอะมิโน 17 ชนิด อยู่ในรูปของสารแขวนลอย รวมกับ  
           4.ออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ   
    จึงเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมให้แก่ Cellfood® ในการลำเลียงสารเสริมอาหารที่เต็มสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ให้เข้าสู่ร่างกายได้เป็นอย่างดี 
    เป็นการชดเชยแร่ธาตุที่ได้สูญเสียไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ได้กลืนกินเอาแร่ธาตุบางอย่างที่เคยมีอยู่ในสารอาหารให้ขาดหายไป จึงเหมาะกับการดำรงชีพของยุคปัจจุบัน

           แร่ธาตุที่มีอยู่ใน Cellfood® นั้น เป็นสารที่ได้มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่มีสารแอลกอฮอล์ ไม่มีกลูโคส และไม่มีสารประกอบใดที่จัดอยู่ใน "บัญชีของสารต้องห้าม" จากสมาคมการแข่งขันกีฬาอาชีพและสมัครเล่นนานาชาติ แร่ธาตุทุกอย่างล้วนได้มาจากแหล่งธรรมชาติที่ดีที่สุด แล้วนำมาสกัดด้วย
    กระบวนความเย็นยิ่งยวด (Cryogenic) มิใช่กระบวนการกลั่นหรือการแยกสลายทางเคมี  จึงมั่นใจได้เลยว่า ทั้งหมดนี้ไม่มีความเป็นพิษใดๆทั้งสิ้น
     
           อาหารเสริมใน Cellfood® จะอยู่ในรูปของสารแขวนลอยตัวที่มีประจุไฟฟ้าสูงรวมอยู่ด้วย การที่ Cellfood® เป็นละอองประจุไฟฟ้าที่
    เป็นขั้วลบ มันจึงแขวนตัวลอยอยู่ในของเหลวได้ สารแขวนลอยตัวนั้นมีขนาดที่เล็กมากๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเพียง 4-7 นาโนเมตร ซึ่งสามารถวัดได้จาก
    สูตรคำนวณ สมการ "การเคลื่อนที่แบบ บราวเนียน" ของไอน์สไตน์

           เนื่องจาก ของเหลวภายในร่างกายของมนุษย์ (เหมือนเม็ดเลือดและน้ำเลือด) ส่วนมากเป็นสารที่แขวนลอยตัวอยู่ในรูปของเหลวที่มีประจุไฟฟ้าเป็นขั้วลบ ร่างกายจึงยอมรับ CellfFood® ว่าเป็นสารของเหลวที่มีประโยชน์ชนิดเดียวกันกับของเหลวชนิดอื่นๆที่มีอยู่ในร่างกาย และยังยินยอมให้สารอาหารที่มีอยู่ใน Cellfood® สามารถดูดซึมผ่านเนื้อเยื่อที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นของอวัยวะ ปาก ลำคอและหลอดอาหาร เพื่อเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างง่ายดาย

           สูตรพิเศษของ Cellfood® ที่มีสารอาหารอยู่ถึง 129 ชนิดที่มีประสิทธิ์ภาพสูง ทำให้มีอัตราความสามารถทางชีวะภาพ (ความรวดเร็วใน
    การดูดซึมสารอาหารเอาเข้าเก็บไว้ใช้ ในระดับเซลลูล่าเซลล์ของร่างกาย) ได้สูงกว่าวิธีการแบบอื่นๆโดยทั่วไปถึง 95% ถ้าหากเปรียบเทียบกับการใช้
    อาหารเสริมชนิดเม็ดและชนิดที่บรรจุในแคปซูลแบบอื่นๆ ที่มีอัตราความสามารถทางชีวะภาพ (Bioavailablity) ในการดูดซึมต่ำได้เพียง
    25% และ 30% ตามลำดับเท่านั้น นี่นับว่า เป็นความแตกต่างที่เห็นได้อย่างเด่นชัดมากทีเดียว  การที่มีความสามารถทางชีวะภาพต่ำนั้นก็เนื่องจากอาหาร
    เสริมเหล่านั้น จะต้องผ่านกรดต่างๆที่มีอยู่ในกระเพาะอาหารเพื่อทำการแยกสลายเสียก่อน แล้วถึงจะถูกระบบการย่อยดูดซึม(ที่อยู่ต่อจากกระเพาะ)เข้าสู่ร่าง
    กายได้
     

           นอกเหนือไปจากนั้น  Cellfood® ซึ่งเป็นทั้งเป็นสารแร่ธาตุแขวนลอยตัวและเป็นละอองขนาดเล็กที่มีประจุไฟฟ้าอยู่สูง และมีความคล้ายคลึงกันกับสารของเหลวที่มีอยู่ภายในร่างกาย จึงช่วยเพิ่มความสามารถทางชีวะภาพให้กับ Cellfood® ที่มีสารประกอบต่างๆเหล่านั้นถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ทุกๆเซลล์ได้ง่าย จึงเป็นการกระตุ้นเซลล์ต่างๆให้สามารถทำงานได้อย่างมีชีวิตชีวา

           เนสเซนท์ ออกซิเจน (Nascent Oxygen) ออกซิเจนที่เกิดขึ้นใหม่และแยกตัวเป็นอิสระที่มีอยู่ใน Cellfood® นั้นจะไปสร้างอณู
    เนสเซ่นท์ออกซิเจนและอณูเนสเซ่นท์ไฮโดรเจนให้เกิดขึ้นมาใหม่ โดยการไปทำให้โมเลกุลของน้ำแตกตัวแยกออกจากกัน เนสเซนท์หมายถึงการเกิดขึ้นมาใหม่ และความหมายในทางเคมีชีวะภาพหมายถึงออกซิเจนอณูเดี่ยวอิสระที่เกิดขึ้นมาใหม่และมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ (O-) ซึ่งแตกต่างไปจากอนุมูลอิสระ
    (Free Radicals) ที่เกิดจากทางชีวะภาพทางเคมี ที่ออกซิเจนอณูเดี่ยวอิสระ จะมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก (O+) และเชื่อกันทั่วไปว่าเป็นต้น
    เหตุของความแก่และทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ
     
           เมื่อออกซิเจนอณูเดี่ยว (O-) นั้นมาจับคู่กับออกซิเจนอณูเดี่ยว (O+) รวมตัวกันเข้าจะได้เป็นโมเลกุลของออกซิเจนบริสุทธิ์ (O2) ซึ่งเป็น
    สิ่งที่เซลลูล่าเซลล์มีความต้องการเป็นอย่างมาก เพื่อใช้ในกระบวนทำความสะอาดภายในเซลล์ หากมันไปรวมตัวกับอณูเดี่ยวของคาร์บอน(C) มันก็กลาย
    เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และจะถูกขับออกจากระบบของร่างกายทางลมหายใจ 

    [] ชนชนาcellfood(ข้อมูลเพิ่มเติม2)ผลิตภัณฑ์ออกซิเจนรูปแบบอื่นๆ กับสารอนุมูลอิสระ

            ผลิตภัณฑ์ออกซิเจนรูปแบบอื่นๆ กับสารอนุมูลอิสระ
    ผลิตภัณฑ์แบบอื่นๆนั้น มีความโน้มเอียงที่จะทำให้มีออกซิเจนเกิดขึ้นได้ทั่วไปหมดทั้งร่างกาย และบ่อยครั้งทีเดียวที่ออกซิเจนชนิดนี้(Species) เป็น
    ออกซิเจนที่ไปก่อให้เกิดเป็นสารอนุมูลอิสระที่มีผลเสียเพิ่มมากขึ้นต่อร่างกายได้ “ ออกซิเจนชนิดนี้ ที่ร่างกายได้รับเพิ่มมากขึ้นนี้  จะไปก่อปฏิกิริยาเผาผลาญที่ก่อให้เกิดผลร้ายขึ้นกับระบบทางชีวะภาพ ทำให้พบว่า มีไขมันเพิ่มขึ้นในเนื้อเยื่อ หรือโปรตีนในท่อหลอดเลือดและในกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้นได้ เป็นต้น "  ----- ศาสตราจารย์ Ashim Ghatak และศาสตราจารย์ Mahesh Chandra เขียนเอาไว้ในนิตยสาร " ผลกระทบจาก องค์
    ประกอบของยารักษาโรค " (Complementary Medicine) เล่มที่ 4 หน้า 13 ประจำเดือน พฤศจิกายน 1998
              
              Cellfood® เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความก้าวหน้าล้ำยุค มันเป็นตัวที่กินซากสัตว์ (ทำลายเชื้อ    จุลินทรีย์ต่างๆ) และคอยดักจับ
    ออกซิเจนตัวร้ายของสารอนุมูลอิสระ คอยควบคุมให้มีออกซิเจนที่ดีเพิ่มขึ้นและมีคุณประโยชน์เพื่อป้อนเข้าสู่เซลลูล่าเซลล์ของร่างกายได้ตามช่วงระยะที่ร่างกายมีความต้องการได้อย่างเหมาะสม Cellfood® นั้น นอกจากจะไม่ใช่เป็นตัวสร้างสารอนุมูลอิสระแล้ว มันยังเป็นตัวที่ช่วยลดพิษออกซิเจน (O+) ที่
    เป็นอณูเดี่ยวจากสารอนุมูลอิสระได้ด้วย

              ตัวที่ใช้เป็นกลไกในการต่อต้านอนุมูลอิสระอีกตัวหนึ่งก็คือ เอนไซม์แคทตาเลส(Catalase)  " แคทตาเลสมีหน้าที่ทำให้ไฮโดรเจนเพอร์
    ออกไซด์แยกตัวออกจากกัน แล้วปล่อยให้ออกซิเจนออกมาทำลายของเสียในกระบวนการย่อยสลายสารอาหารของร่างกาย "   ----- บทความ "
    ผลิตภัณฑ์ Cell Food® ที่มีสารเอนไซม์ แคทตาเลส " ในนิตยสาร การสั่ง (ยา) อาหารเสริมเพื่อการบำบัดโรค      (C.N.C.
    Prescription for Nutritional Healing) หน้า 47 ปี 1997 โดยนายแพทย์ James F. Balch และนายแพทย์ Phyllis A.Balch
              ผู้ใดที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์เสริมออกซิเจนชนิดอื่นๆ เช่นการใช้โอโซน หรือน้ำที่มีการเติมออกซิเจนที่มีความเสถียรผสมรวมอยู่ด้วย เขาน่าจะต้องใช้สารแอนติ-ออกซิแด๊นซ์ เพื่อช่วยลดจำนวนสารอนุมูลอิสระ เพื่อมิให้ร่างกายต้องได้รับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็วและมากจนเกินไป ต่างกับผลิตภัณฑ์ Cellfood® ที่มันจะค่อยๆเพิ่มจำนวนและความเร็วขึ้นตามปกติ เท่าที่ร่างกายมีความต้องการเท่านั้น และยังทำให้ระบบต่างๆทุกระบบของร่างกาย
    เกิดความสมดุลได้ด้วย

              เนสเซนท์ไฮโดรเจนที่ถูกสร้างขึ้นจาก Cellood® นั้น จะถูกนำไปใช้ในการทำหน้าที่หลายอย่างภายในร่างกาย เช่น ใช้ไปในการทำความสะอาด สร้างเซลล์ใหม่ ช่วยให้เซลล์และอวัยวะต่างๆมีความแข็งแรง ป้องกันการช้ำบวม เพิ่มการดูดซึม สร้างความชื้นให้กับปอดเพื่อให้แก๊สต่างๆฟุ้งกระจายตัวออกไปตามกระแสเลือดได้ และยังคอยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายเอาไว้ ไฮโดรเจนนับเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ในกระบวนการย่อย ที่มีหน้าที่ช่วยทั้งในการย่อยและการขจัดของเสียทิ้งออกไป   ----- และยังทำหน้าที่ขนส่งสารอาหารบำรุงต่างๆ ผ่านการดูดซึมเข้าสู่สมองและเนื้อเยื่อทั้งหมดของร่างกายได้ คนที่มีน้ำหนักตัว 175/80 ปอนด์/กิโลกรัม ก็จะมีไฮโดรเจนในร่างกายหนัก 15  ปอนด์(7กิโลกรัม) เลยทีเดียว
              เมื่อเรากล่าวถึงความสมดุลของคนเรา นั่นย่อมหมายถึงความสมดุลในทุกระบบของร่างกาย ที่รวมทั้ง ทางด้านกายภาพ ไฟฟ้า ชีวะเคมี เคมี จิตใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณนึกคิด  เป็นสิ่งที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งว่า Cellfood® นั้นสามารถช่วยให้ทุกระบบข้างต้นดังกล่าวเกิดความสมดุลได้เกือบทุกระดับ ช่วยให้ระบบทางกายภาพดีขึ้นได้จากการจัดหาสารแร่ธาตุเพื่อทดแทนให้กับร่างกาย มันทำให้ระบบไฟฟ้าและระบบแม่เหล็กไฟฟ้ามีระดับสูงขึ้น ด้วยการเพิ่มความถี่ในการสั่นเคลื่อนไหวให้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เร่งระบบกระบวนการย่อยอาหาร และสามารถทำให้ระบบประสาททำงานอย่างมีประสิทธิ์ภาพมากยิ่งขึ้น เร่งกระตุ้นการทำงานในระดับชีวะภาพ ทำให้กระบวนการทางชีวะภาพ ให้สามารถกลับมาทำงานได้ดีเหมือนเดิมตามธรรมชาติ เช่นกระบวนการในระบบการย่อยอาหารและระบบการดูดซึมในร่างกาย(จากการทำงานของเอนไซม์อัตโนมัติ) และยังช่วยการทำงานในระดับชีวะเคมี ด้วยการช่วยจัดหากรดอะมิโนต่างๆให้กับร่างกายในการสร้างโปรตีน และสามารถนำพาเอาออกซิเจนและสารอาหารบำรุงต่างๆไปสู่สมอง เพื่อหนุนให้จิตใจและอารมณ์แจ่มใสได้มากขึ้นด้วย

    [] ชนชนาcellfood(ข้อมูลเพิ่มเติม4) กฎของ"hering"

     
        กฎของ"Hering"
    การรักษาร่างกายให้ฟื้นคืนกลับมาดีหรือ การย้อนรอยกลับของโรค
         การเข้าใจกฎแห่งการบำบัดรักษาของ "เฮอร์ริ่ง" จะช่วยให้ท่านสามารถดำเนินกระบวนการขจัดสารพิษต่อไปได้ มันเป็นสิ่งสำคัญที่ท่านจะต้องมีความ
    เข้าใจในความแตกต่างระหว่าง "โรค" และ "การรักษาให้ร่างกายฟื้นคืนกลับมาดี" นายแพทย์ Hering เป็นแพทย์ผู้ที่มีชื่อเสียงในการใช้
    สมุนไพรบำบัดโรค ได้แยกแยะอาการ "ช่วงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการเกิดโรค" และ ช่วงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นคืนกลับมาดี" ออกจากกันให้เห็น
    ได้อย่างชัดเจน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า คนเรามักจะมีความสับสนระหว่าง  "กระบวนการการเกิดโรค"(Desese) กับ "กระบวนการรักษาให้ฟื้นคืน
    กลับมาดี"(Healing) และเมื่อเข้าใจว่าเป็นโรค ก็เลยหันไปใช้ยาเพื่อกดดันโรค เพื่อให้หายจากโรค นี่ยิ่งเป็นเหตุที่ทำให้ร่างกายมีความอ่อนแอลง
    และยิ่งทำให้อ่อนไหวต่อการเกิดโรครุนแรงได้มากยิ่งขึ้น

           กฎของ " Hering"อธิบายว่า "การรักษาจะเริ่มจากส่วนบนนับจากศีรษะลงไป จากภายในไปสู่ภายนอก ซึ่งเป็นการย้อนรอยอาการของโรคที่เกิด
    ขึ้นที่มาจากการดำเนินชีวิตของบุคคลผู้นั้น "
          เมื่อบุคคลเหล่านั้นเริ่มได้รับผลกระทบจากอาการโรคที่เป็น "ช่วงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการรักษาให้ฟื้นคืนกลับมาดี" มันเป็นช่วงระยะสำคัญมากที่จะต้องปล่อยให้กระบวนการของอาการต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น เช่น  มีเสมหะ น้ำมูกมาก เยื่อในจมูกอักเสบ น้ำมูกไหล ทอนซิลบวม เป็นไข้ ฯลฯ  อันเป็นอาการสนับสนุนการขจัดสารพิษออกไป ที่มีผลต่ออาการของโรคเหล่านั้นที่เห็นได้อย่างเด่นชัด นี่เป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามธรรมชาติ ในเวลาที่ร่างกายเกิดมีอาการผิดปกติ หรือเรียกได้ว่า เป็นการย้อนรอยอาการของโรค  สารพิษต่างๆไม่ว่าจะเป็นสารพิษอะไรก็ตามที่กดดันอยู่ภายในร่างกายมานานปี (อย่างเช่น ยาที่ใช้รักษาเมื่อตอนยังเป็นเด็กและตกค้างเหลืออยู่ ที่คอยกดดันอยู่ภายใน) มันก็จะถูกสลายให้กลายเป็นของเหลวเสียก่อน แล้วจึงถูกขจัดออกตามช่องทางขับออกต่างๆ ที่มีอยู่ตามปกติ ต่อเมื่อสุขภาพได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นได้แล้ว ร่างกายจึงจะสามารถทำความสะอาดภายในได้เอง เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งท่านอาจคิดไม่ถึงว่า มันอาจก่อให้เกิดอาการที่มีผลกระทบอันใหม่ตามมาต่อไปอีกระยะหนึ่งก็ได้ และทุกๆครั้งที่เกิดขึ้น ท่านก็จะมีระดับสุขภาพและการมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
           บางที ผู้ใช้ Cellfood ® บางท่าน อาจสังเกตเห็นความแตกต่างได้ไม่ค่อยเด่นชัด นั่นเป็นเพราะว่า Cellfood ® นั้นไปช่วยทำ
    งานในระดับลึกของเซลลูล่าเซลล์ในร่างกาย โดยบางท่านก็อาจจะถามว่า การทำงานในระดับเซลล์ของ Cellfood® จะมีผลช่วยอะไรให้กับท่านได้ หรือ
    เมื่อได้ใช้ Cellfood® ผ่านไประยะหนึ่ง บางท่านก็อาจบอกว่า ไม่เห็นมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นกับฉันเลย แต่ถ้าลองไปตรวจสุขภาพประจำปีดู จะเห็นได้
    เลยว่า ระดับคลอเลสเตอรอลก็ดี ความดันเลือดก็ดี ล้วนมีระดับที่ลดลงอย่างเห็นได้อย่างชัดเจนทีเดียว และยังทำให้ระดับน้ำตาลและกรดยูริก ลดลงสู่เกณฑ์ปกติ    นอกจากนี้ Cellfood® ยังไปช่วยการทำงานของเซลลูล่าเซลล์ที่อยู่ในระดับลึกลงไป ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้น ช่วยทำความสะอาดเซลล์ และเพิ่มความถี่ในการสั่นของเซลล์ให้สูงขึ้น ทำให้สามารถช่วยป้องกันเชื้อไวรัส แบคทีเรียและจุลินทรีย์ที่มีความถี่ในการสั่นที่ต่ำกว่า  จนไม่สามารถมาทำอันตรายใดๆกับร่างกายได้
                        เปรียบเทียบระยะวิกฤติที่ทำให้เกิดโรคกับการฟื้นหายจากโรค 
                              ระยะวิกฤติที่ทำให้เกิดโรค     ระยะวิกฤติที่ทำให้ฟื้นหายจากโรค
     
    1. โรคหลายชนิด เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และ ใช้ระยะ เวลาในการฟักตัวอยู่หลายวัน  หรืออาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้
       1. รู้สึกหายเป็นปกติทันที หลังจากที่สุขภาพดีขึ้น
     
    2. เกิดจากการใช้ร่างกายทำงานอย่างสมบุกสมบันมากจนเกินไป การอยู่อาศัยและการกินอาหาร อย่างผิดๆ การใช้ยารักษาเกินขนาด ฯลฯ
       2. เกิดจากการทำตามแผนสุขภาพที่แนะนำ หรือหายได้เองตามธรรมชาติ  หรือในบางครั้ง อาจหายได้เอง จากหยุดการใช้ยารักษาโรค
     
    3. ใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน
       3. ใช้เวลา 1-3 วัน (บางครั้งอาจนานกว่านั้น)
     
    4. ร่างกายด้อยสมรรถนะที่จะขจัดของเสีย หรือ ขจัดสารพิษออกได้น้อยเกินไป  
       4. ขจัดของเสียหรือสารพิษออก เป็นไปอย่างถูกต้อง
     
    5. บ่อยครั้ง อาการของโรคที่เป็น อาจแตกต่างไปจากเดิม 
       5. เวลาฟื้นไข้ จะมีอาการย้อนที่มาของโรคเกิดขึ้นซ้ำซากเหมือนเดิม
     
    6. เมื่อหายจากโรคแล้ว ต้องมีระยะพักฟื้นเสมอ
       6. หลังจากฟื้นโรค จะมีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
     
    7. เนื้อเยื่อเสียหาย ไม่มีการซ่อมแซม หรือในช่วง นั้น มีการซ่อมแซมได้น้อย(หายช้ามาก)
       7. เนื้อเยื่อที่เสียหายได้รับการซ่อมแซมภายในไม่กี่สัปดาห์หรือเดือน
     
    8. หมอต้องใช้ยารักษา (เพื่อกดดันวิกฤติอาการของ  โรคที่เกิดขึ้น)  เพื่อบรรเทาอาการ หรือก่อให้อาการมีความรุนแรงมากขึ้นก็ได้
       8. ปล่อยทิ้งเอาไว้ อาการสามารถบรรเทาลงไปได้เอง หรือหาที่ปรึกษาด้านสุขภาพก็ได้
     
    9. วิกฤติระยะดำเนินของโรคที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนั้นไม่อาจคาดได้เลยว่า จะแตกต่างไปกว่าครั้งแรก หรือมีอาการเหมือนเดิม  และเมื่อมีอาการเหมือน เดิม
    เกิดขึ้น จะรู้สึกว่า มีอาการเลวมากกว่าครั้งก่อน
       9. การดำเนินของโรคเหมือนเดิมทุกครั้งแน่นอน เป็นไปตามกฎ การบำบัดรักษาโรคของ  "เฮอริ่ง”  และ เมื่อฟื้นจากโรค จะรู้สึกมีพลังเป็นหนุ่ม
    สาวมากขึ้นกว่าเดิมหลายปีทีเดียว 
     
    10. ในระยะวิกฤติของโรค อาจทำให้ถึงตายได้
       10. ระยะวิกฤติบำบัดรักษาโรค ไม่เคยทำให้ถึงตาย
     
           Cellfood® ตัวมันเองนั้นมิใช่เป็นยารักษาโรคโดยตรง พระเจ้าเป็นผู้ออกแบบสร้างร่างกายมนุษย์เอาไว้อย่างดีเลิศ แต่ Cellfood® ก็มีความมหัศจรรย์ที่สามารถช่วยให้เซลล์สร้างกำแพงเซลล์ เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพที่ดีได้  มันช่วยทำให้ร่างกายฟื้นฟูกลับคืนสู่ภาวะปกติ และมีความสมดุลได้อย่างธรรมชาติ ผมขอแนะนำให้ผู้ใช้ Cellfood® มีความพยายามและอดทนในการใช้ Cellfood® อย่างต่อเนื่องต่อไป และในรายผู้ใช้ที่บอกว่าไม่ค่อยมีผลต่อการใช้  ขอให้เอาใจใส่คอยสังเกตอาการผลกระทบตอบรับที่เกิดขึ้นให้มากยิ่งขึ้น อาการผลกระทบตอบรับ
    ที่น้อย อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายได้มากก็ได้ ถ้าท่านไม่มั่นใจในการใช้ Cellfood® ลองตรวจสอบทางการแพทย์เสียก่อน แล้วเปรียบ
    เทียบผลลัพธ์ที่ได้อีกครั้งหนึ่ง นี่จะเป็นการช่วยยืนยันให้ท่านได้ทราบว่า Cellfood® สามารถช่วยทำให้ร่างกายของท่านฟื้นคืนกลับสู่ภาวะปกติ และ
    ช่วยทำให้ทุกระบบของร่างกายมีความสมดุลได้อย่างทั่วถึง ทั้งระดับลึกของภายในเซลลูล่าเซลล์ ให้มีความคล่องตัวเหมือนเดิมได้
           ถึงแม้ Cellfood® นั้นจะเริ่มทำงานจากระดับลึกของเซลลูล่าเซลล์ที่มีความต้องการให้มีการแก้ไขก่อน เพื่อทำให้ร่างกายปรับเข้าสู่สภาวะปกติ  และมีความสมดุล ในกรณีที่ผู้ใช้บางท่านอาจไม่เห็นผลได้ทันที อย่างที่ท่านต้องการให้ฟื้นจากโรคที่ตนเป็นอยู่ในทันที ผมขออนุญาตถามท่านให้ช่วยตอบปัญหาต่างๆดังต่อไปนี้:
       1. ท่านเก็บขวด Cellfood® เอาไว้ที่ไหน ? บางท่านอาจเก็บมันไว้เหนือตู้อบไมโครเวฟหรือในกระเป๋าถึอที่มีโทรศัพท์มือถือรวมอยู่ด้วย ในกรณี
    เช่นนี้ สนามแม่เหล็กอาจมีส่วนทำลายความสามารถของ Cellfood® ลงไปได้ ให้ยึดเป็นกฎเอาไว้เลยว่า ควรเก็บอาหารเสริมบำรุงให้ไกลจากอุปกรณ์
    เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด
       2. ท่านใช้ Cellfood® อย่างไร ? เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ควรผสม Cellfood® กับน้ำดื่มที่กรองสะอาด (Purified) และดื่ม 15 นาที ก่อนที่จะรับประทานอาหาร 
       3. ท่านใช้ Cellfood® บ่อยและขนาดมากแค่ไหน ? ขนาดที่แนะนำให้ใช้ก็คือ จำนวน 8 หยดต่อน้ำหนึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง ถ้าใช้แล้วไม่มีผล
    ตอบรับที่สังเกตเห็นได้ ท่านสามารถเพิ่มขนาดการใช้ให้มากขึ้น ดังที่ได้อธิบายเอาไว้ในบทก่อน การใช้ Cellfood® ในระดับต่ำ อาจทำให้ไม่สามารถ
    หวังผลในระดับหนึ่งจนเห็นได้อย่างเด่นชัดตามที่คาดหวังไว้ ท่านควรเพิ่มขนาดการใช้ (เพิ่ม 2-3 หยด ทุกๆ 2-3 วัน) จนกระทั่งสังเกตเห็นผลตอบ
    รับที่เกิดขึ้น แล้วจึงค่อยๆลดระดับการใช้ให้ลง เหลือ ครั้งละ 8 หยด วันละ 3 ครั้งเหมือนเดิม
     
        ในขั้นสุดท้ายขอแนะนำให้ท่านควรหยุดใช้ Cellfood® เมื่อท่านหยุดการใช้ Cellfood® อย่างกะทันหัน ให้ลองสังเกตดูว่า  Cellfood® ทำให้ท่านมีพละกำลังเพิ่มขึ้นและมีความว่องไวเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ? บางท่านอาจจะไม่สังเกตเห็นผลตอบรับจากการขับสารพิษออกจากร่างกายได้ นั่นเป็นเพราะว่า ร่างกายของท่านในช่วงระยะเวลานั้นอาจมีสารพิษอยู่น้อย แต่ก็ควรจะดื่มเพื่อขจัดสารพิษออกต่อไปเป็นระยะๆ จึงขอแนะนำทุกท่าน ให้จัดโปรแกรมล้างพิษอย่างน้อย ปีละ 2 หน
              ในช่วงระยะที่ร่างกายเกิดวิกฤติช่วงที่ฟื้นคืนจากโรค อาจทำให้ท่านรู้สึกหมดเรี่ยวแรง ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ในระดับลึกของเซลลูล่าเซลล์ของท่านกำลังถูกทำความสะอาดอยู่ และเพื่อให้ร่างกายฟื้นคืนกลับสู่สภาพเดิมอย่างแท้จริงได้ ท่านควรเพิ่มการดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อช่วยลดผลตอบรับของอาการที่อาจมีขึ้น แต่หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงระยะนี้ไปแล้ว(ปกติใช้เวลา 2-3 วัน) ท่านจะรู้สึกว่าร่างกายของท่านมีพละกำลังสูงขึ้นเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้หลายปีทีเดียว
              Cellfood® ไม่ใช่เป็นยารักษาโรค และไม่ได้ระบุว่า จะสามารถเยียวยา หรือทำให้อาการของโรคบรรเทาลงได้ หรือใช้ป้องกันการเกิดโรค การทดสอบจากหนังสือนิตยสารด้านคลินิกไม่เคยมีการระบุว่าเป็นยารักษาโรค เพราะหากเป็นยารักษาโรคที่มีการทดสอบทางคลินิก เขาจะต้องระบุว่า
    ตัวยา A นี้สามารถใช้กับโรคอะไรและมีผล B ตามมาอย่างไรบ้าง เพราะว่า Cellfood® เป็นเพียงอาหารเสริมโภชนาการ มันจะเริ่มทำงานภายใน
    ร่างกายส่วนที่มีความต้องการเสียก่อน แต่เนื่องจากร่างกายของคนเราแต่ละคนนั้น จะมีความจำเพาะเจาะจงของมันเอง เราไม่มีการพิสูจน์ว่า Cellfood®
    สามารถใช้ได้ผลเจาะจงเฉพาะกับสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้ แต่อย่างไรตาม เราสามารถบอกถึงผลที่ท่านจะได้รับจากประสบการณ์ของผู้ที่เคยใช้นับหมื่นๆรายที่มีอยู่ทั่วโลก
              เมื่อมีปรากฏการณ์การแยกน้ำให้สลายตัวออกจากกันเกิดขึ้นในร่างกาย ไฮโดรเจนที่เป็นอิสระจะประกอบไปด้วยอณูที่มีประจุไฟฟ้าขั้วบวกสูงมากจำนวนมหาศาล จำนวน Cellfood® เพียง 1 หยด สามารถให้พลังงานได้ถึง 77,000 อังสตอร์ม ซึ่งไฮโดรเจนเหล่านี้นี่เองที่สร้างพลังให้กับร่างกาย
    ในปี 1991 Dr.Aristo Vojdani ประธานแห่งบริษัท Immunosciences Laboratories Inc. USA. ได้รายงานว่า "T-Cell มีจำนวนเพิ่มขึ้นได้อย่างมากตามปริมาณ Cellfood ที่ใช้“ นี่แสดงให้เห็นว่า ขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกเร่งกระตุ้นให้ดีขึ้นนั้น มันยังทำให้ร่างกายสามารถสร้าง T-Cell เพิ่มมากขึ้นด้วย จึงช่วยเป็นการไปต่อต้านจุลินทรีย์ต่างๆที่อาจทำลายสุขภาพของร่างกายได้ด้วย
     

    [] ชนชนาcellfood(ข้อมูลเพิ่มเติม 5)


              "สิ่งที่คนเดินถนนทั่วไปเขาต้องการทราบก็เพียงแต่ว่า Cellfood® นั้นมีผลต่อโรคต่างๆของเขาได้อย่างไร นั่นเป็นข้อสำคัญที่สุด

    มีผู้คนโทรมาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ของเขา ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมีปัญหาด้วยโรคอะไรก็ตาม ผลที่ได้จากการใช้ก็คือ การเพิ่มจำนวนออกซิเจนเข้าไปใน

    กระแสเลือด ตามด้วยอณูของไฮโดรเจนที่มีความสามารถไปยึดจับรวมตัวกับอณูสารอื่นๆได้อย่างเจาะจง เพื่อช่วยเสริมสร้างเซลล์ที่ดีขึ้นมาใหม่ได้"    

    ---------(Dr. Linet Stockdale, นักจุลินทรีย์วิทยา จากแอฟริกาใต้)

              "เนื่องจากมะเร็งเป็นโรคที่ไม่เหมือนโรคชนิดอื่น สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งนั้นมีนับไม่ถ้วน แต่ปฐมเหตุเบื้องต้นของการเป็นมะเร็ง

    นั้นมีเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้น …… ปฐมเหตุเบื้องต้นของการเป็นโรคมะเร็งเกิดจากการที่ เซลล์ชีวิตที่ดีของร่างกาย ที่ต้องการใช้ออกซิเจนช่วยในการหายใจ

    (Aerobic Cell) ถูกแทนที่ด้วย เซลล์ชีวิตที่เสียของร่างกาย    ที่ไม่ต้องการออกซิเจนช่วยในการหายใจ (Anaerobic Cell) " นี่เป็นคำกล่าว

    ของ Dr. Otto Warburg ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเกียรติยศสูงสุด(Nobel Laureate) ถึงสองครั้งในการค้นคว้าเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

              นับตั้งแต่ Dr.Otto Warburg ได้ค้นพบความแตกต่างของเซลล์ที่ ต้องการออกซิเจนช่วยในการหายใจ และเซลล์ที่ไม่ต้องการออกซิเจน

    ช่วยในการหายใจแล้ว ถึงแม้จะมีการค้นพบวิธีการแยกแยะในทางสรีระศาสตร์ (กายภาพ) ระหว่างเซลล์ปกติกับเซลล์มะเร็งได้อีกหลายวิธีก็ตาม แต่ส่วนใหญ่

    แล้ว ก็ยังยึดถือหลักการเบื้องต้นของนาย Otto Warburg ในการแยกแยะความแตกต่างระหว่างเซลล์ปกติกับเซลล์มะเร็ง (บางท่านถึงกับกล่าวว่า

    เป็นเพียงหลักการเดียวเท่านั้น) จึงทำให้ผมตัดสินใจที่จะทำการค้นคว้าอย่างละเอียด โดยใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเซลล์ภายใต้ภาวการณ์ที่สามารถเพิ่มหรือลดการ

    ใช้ออกซิเจนให้กับเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็งว่า จะมีผลแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ผลที่ผมได้ค้นพบ เป็นคำตอบที่ชัดเจนก็คือ ออกซิเจนที่มีความตึงผิวปกติ จะ

    ช่วยทำให้เนื้อเยื่อของเซลล์มะเร็งขยายตัวเจริญเติบโตได้เป็นอย่างมากทีเดียว แต่ถ้ามีการเพิ่มความตึงผิวให้สูงขึ้น (ออกซิเจนให้มีปริมาณมาก ) กลับจะทำ

    ให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายให้เสียหาย(ฆ่าเซลล์มะเร็ง)ได้ถึง  95 %  โดยจำนวนของออกซิเจนที่มีปริมาณสูงจะไปล้อมรอบเซลล์มะเร็ง แล้วออกซิเจนนี่

    แหละคืออาวุธในการพิชิตเนื้อเยื่อของเซลล์มะเร็ง(เจาะเซลล์มะเร็งให้แตกออก ทำให้เซลล์มะเร็งตาย)ได้ ขณะที่ออกซิเจนมีภาวะของความตึงผิวสูง กลับไม่

    เป็นอันตรายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อที่ดีและมีสภาพแข็งแรงได้ ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าเนื้อเยื่อที่ดีปกติ จะมีความต้องการออกซิเจนที่มีความตึงผิวสูงอยู่แล้ว

              ผลจากการทดลองบ่งชี้ชัดว่า ออกซิเจนที่มีภาวะความตึงผิวอยู่สูงนั้น สามารถเลือกทำลาย(ฆ่า)เฉพาะเซลล์เนื้อเยื่อที่เป็นมะเร็งเท่านั้น ถ้าฃ

    หากเราควบคุมออกซิเจนให้มีความตึงผิวให้สูงเอาไว้ได้ จะทำให้เนื้อเยื่อของเซลล์มะเร็งลดน้อยลงไปได้ด้วย เราก็จะสามารถควบคุมเซลล์มะเร็งไม่ให้ขยายตัว

    เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

        J.B. Kaizer นักชีวะเคมี และ นักฟิสิกส์ สถาบัน Gungnir Reserch,Portsmit,OH.

              จึงมีผู้นิยมนำ Cellfood® ไปใช้เสริมสร้างเซลล์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย เป็นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ไม่ว่าผู้คน

    ในวงราชการ นักธุรกิจ นักกีฬา ฯลฯ ต่างก็ได้รับประโยชน์จากการใช้ Cellfood® ทั้งสิ้น ได้มีการลองทดสอบนักกรีฑาสมัครเล่นหรืออาชีพในการใช้

    Cellfood® ต่างก็รายงานว่า รู้สึกมีความว่องไวเพิ่มมากขึ้นในกีฬาบางประเภท  (กีฬาเทนนิส บาสเกตบอล กอล์ฟ ------- เช่นเดียวกันกับกีฬานักวิ่ง

    ว่ายน้ำ ยกน้ำหนัก ฯลฯ) ล้วนหายใจ (หอบ) น้อยลง หลังการเล่นกีฬาหายเหนื่อยได้เร็วกว่า (Cellfood® ช่วยขจัดกรดแลคติค) และให้พละกำลังที่ฃ

    เหนือกว่า ส่วนมากแล้ว ล้วนมีความรู้สึกพึงพอใจและชื่นชอบที่สามารถเพิ่มความอึดและความอดทนให้เขาได้ดีขึ้นมากกว่าเดิม

              ในอีกด้านหนึ่ง Cellfood® สามารถเติมสิ่งที่ขาดได้อย่างครบถ้วนให้แก่สุขภาพและมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับบุคคลเหล่านี้ คือผู้ที่รับ

    ประทานอาหารที่ขาดความสมดุล ผู้ที่ชอบสูบบุหรี่และชอบดื่มจัด แต่ไม่ชอบการออกกำลังกาย ตื่นนอนลุกขึ้นไม่ค่อยไหว รู้สึกเพลียและหมดแรง ต้องการมี

    พละกำลังและความกระฉับกระเฉง และต้องการสิ่งอื่นๆที่เหนือกว่าในชีวิต การใช้  Cellfood® เป็นการเพิ่มออกซิเจนและแร่ธาตุให้กับระบบต่างๆของร่าง

    กาย ช่วยให้เด็กๆ นักศึกษา ครูและคนงานต่างพบว่า มันน่ามหัศจรรย์อย่างยิ่งที่ช่วยให้มีความกระตือรือร้น ขยายความตั้งใจให้มีมากขึ้น และยังสามารถต่อสู้กับ

    ความกดดันและความเครียดได้เป็นอย่างดี

               นายแพทย์หลายท่านได้แนะนำคนไข้ของเขาให้ใช้  Cellfood® เสริมอาหารควบคู่ไปกับการใช้ยารักษาโรค เป็นการเสริมทางด้านชีวะ

    ภาพเคมีให้กับร่างกาย เพื่อบรรเทาอาการโรคได้ดียิ่งขึ้น มีหลักฐานที่ได้จากผู้ทดลองใช้  Cellfood® มากมายหลายพันรายจากทั่วโลกที่สามารถยืนยัน

    ได้ว่าใช้ได้ผลดี ผู้ที่ใช้  Cellfood® แล้วได้ผลดีเป็นอย่างมาก มักจะเป็นคนไข้จากโรคข้อต่อเสื่อมและโรคเสื่อมอื่นๆของร่างกาย หลายคนบอกว่า ความ

    ปวดสามารถทุเลาหายไป หลังจากได้ใช้ไปเพียง 2-3 วันเท่านั้น และหลังจากนั้น อาการบวมตามข้อก็ค่อยๆลดน้อยตามลงไปด้วย

               บางคนก็หายจากโรคไข้หวัดได้ภายในวันหรือสองวันเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการเป็นหวัดครั้งก่อนๆที่มักจะต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว   จงจำเอาไว้ว่า Cellfood® นั้นมิใช่ยารักษาโรค มันเพียงแต่แค่ช่วยให้ร่างกายสร้างกำแพงเซลล์ให้ร่างกายสามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคนไข้แข็งแรงขึ้น สามารถต้านทานต่อโรคและช่วยให้ร่างกายคืนกลับสู่ภาวะปกติได้รวดเร็ว ผมไม่กล้าระบุว่า Celfood® นั้นสามารถเยียวยารักษาโรคได้ เพียงแต่ว่า ในขั้นต้น มันจะช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถต่อสู้และทำให้โรคนั้นต้องพ่ายแพ้ได้เท่านั้น

               Cellfood® นั้นสามารถใช้ควบคู่กับการใช้ยารักษาโรคและควบคู่กับอาหารเสริมชนิดอื่นได้ เนื่องจากมันจะไปช่วยเสริมทางด้านชีวะภาพเคมีให้แก่สารอาหารอื่นๆ ทำให้ร่างกายสามารถใช้ประโยชน์จากสารเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่ เพียงไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน เมื่อสารพิษภายในร่างกายถูกล้างให้สะอาด ร่างกายก็แข็งแรงและมีความสมดุลมากขึ้น ทำให้แพทย์สามารถค่อยๆลดขนาดการใช้ยารักษาโรคลงไปได้ และแน่นอนว่า ผู้ที่รับประทานยาหลายชนิดรักษาโรคอื่นๆมาเป็นเวลานาน หากหันมาใช้  Cellfood® ควบคู่ด้วยกัน ก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่ชำนาญด้านการล้างพิษ
            
     

    [] คำขวัญ

    อิสระภาพจากความเจ็บไข้คือการหมั่นดูแลตนเองอยู่เสมอ เช่นหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และการรู้จักใช้ ชนชนา เป็นประจำด้วยครับ

    บางคนนั้น ความสุขแบบในภาพนี้ ช่างไม่ค่อยได้พบบ่อยในชีวิต เพราะเวลา และสุขภาพไม่เอื้ออำนวย ช่างน่าเห็นใจจริง

    [] ชนชนาcellfood อ้อกซิเจนน้ำมหัศจรรย์ ทางเลือกเพื่อทางรอด

    ชนชนา : Chana Chana

          

    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ

          

     ชนชนาเป็นสารอาหารที่ได้จากพันธุ์พืชทะเลที่ไร้มลพิษที่ดีที่สุดจากทางตอนใต้รอบ ๆ ประเทศนิวซีแลนด์ น้ำบริสุทธิ์จากแหล่งน้ำพุ
    และสารที่ได้จากแหล่งพันธุ์พืชที่เก่าแก่จากผืนดินที่ยังไม่ได้มีการบุกเบิก สารเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการสกัดโดยไม่มีการใช้สารเคมี
    เพื่อให้สารที่ได้ยังคงมีคุณค่าอยู่เหมือนเดิมและไม่เป็นพิษ รวมกับกรดอะมิโนแอโรบิคโปรตีนเอนไซม์ และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ฯลฯ
    และออกซิเจนที่ละลายตัวอยู่ในน้ำ โดยสามารถแตกตัวได้แม้จะดื่มเข้าสู่ร่างกายก็ยังสามารถแตกตัวให้อ๊อกซิเจนอย่างต่อเนื่องโดยดื่มชนชนาผสมน้ำสะอาด1แก้วจะสามารถแตกตัวให้อ้อกซิเจนแก่ร่างกายได้ถึง3วันติดต่อกันสุดยอดเลยจริงๆอ้อกซิเจนที่ได้ เป็นเพียวอ้อกซิเจน(อ้อกซิเจนประจุขั้วลบO-,ซึ่งถ้าไปรวมกับอนุมูลอิสระ O+ก็จะเป็น O2 ซึ่งกลายเป็นประโยชน์ต่อร่างกายและร่างกายต้องการยังไงล่ะคับ

     

      • ประโยชน์ของ ชนชนา
       ๏ ช่วยเพิ่มพลังแก่ร่างกาย ทำให้ทำงาน หรือ ออกกำลังได้นานขึ้น ไม่เหนื่อยง่ายๆเดินขึ้นสะพานลอยโดยไม่หอบ
       ๏ ช่วยเร่งการเมตาบอลิซึม
          เผาผลาญของเสียและดูดซึมอาหาร เป็นการช่วยเสริมชีวภาพในรูปของละออง (Ionic) ในกับวิตามิน แร่ธาตุ พืชสมุนไพรและสารอาหารอื่น ๆ จากอาหารที่รับประทานเข้าไปได้ดียิ่งขึ้น   

                                              

     ๏ ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันชีวิตให้แก่ร่างกายออกซิเจนที่เพิ่มขึ้น จะช่วยขจัดสารพิษและอนุมูลอิสระที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งสารพิษจะก่อโรคภัยอื่น ๆเช่นโรคนอนไม่หลับ ปวดหัวเรื้อรัง ไมเกรน ความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ มะเร็ง ฯลฯ อีกมากมาย สามารถช่วยลดอาการคลื่นเหียนอาเจียนและอาหารเป็นพิษได้ผลชงัด ดื่มน้ำผสม cellfood นี้เพียงครั้งเดียวจะเพิ่มอ้อกซิเจนในร่างกายต่อเนื่องไปถึง3วันทีเดียว ช่างยอดเยี่ยมน่ามหัศจรรย์มาก 

    - ช่วยทำน้ำให้บริสุทธิ์ ในปี 1956 ทางด้านการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำไปใช้ในการทำน้ำดื่ม สำหรับพกพาในสนามมีผลทำให้แบคทีเรียหยุดชะงักการทำงานได้
    - ช่วยส่งเสริมการซ่อมแซมแผลและเนิ้อเยื่อ ทำให้บาดแผลที่ได้รับบาดเจ็บหายไวขึ้น ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
    - สนับสนุนในการรักษาสำหรับผู้ที่เป็นโรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้สืบเนื่องมาจากโรคหืดและการติดเชื่อทางเดินหายใจส่วนบน
    - เป็นสารอาหารเสริมที่มีความปลอดภัย มีคุณประโชยน์ต่อร่างกายโดยไม่มีความเป็นพิษใด ๆทั้งสิ้น

    อาการของการเจ็บป่วย
            กระดูกหัก กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กล้ามเนื้ออ่อนแรงข้ออักเสบ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ไขมันอุดตันในเส้นเลือด คางทูม ความดันสูงต่ำ
    ไตอักเสบ ท้องผูก บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือน ปวดศีรษะ ป้องกันโรคหัวใจ ปอดบวม หลอดลมอักเสบ ภูมิแพ้ แพ้อากาศ  
    หอบหืด พิษสุราเรื้อรัง มะเร็งต่าง ๆ เบาหวาน เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคบิด ลำไส้อักเสบ หัด อีสุกอีใส สะเก็ดเงิน โรคเก้าท์ หัวใจโตเนื่องจากความเครียด หรือแม้กระทั่งโรคเอดส์
    ที่หมอสั่งตายภายใน5วันก็ยังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้หลังการใช้ชนชนา น่าทึ่งไหมคับ คนป่วยคนนี้มีตัวตนจริงและได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นตัวอย่างผู้ป่วยแล้ว.. 
    อหิวาตกโรค ออกซิเจนในกระแสเลือดต่ำ โรคเกล็ดเลือดต่ำ มีตัวอย่างผู้ป่วยที่ใช้แล้วหายดีขึ้น ยืนยันได้ และมีใบแพทย์จากโรงพยาบาล มายืนยันผลการรักษาด้วยนะคับ สบายใจได้ จึงอยากเชิญชวนให้ผู้ที่มีญาติที่ป่วยเรื้อรังทั้งหลายได้ช่วยกันแนะนำให้เขาได้หายป่วยจากโรคร้ายๆที่แสนจะทุกข์ทรมาน และเป็นภาระแก่ลูกหลาน ให้สามารถมาแบ่งเบาภาระให้ลูกหลานได้ แทนที่จะนอนป่วยให้ลูกหลานคอยป้อนข้าวป้อนน้ำ ก็ให้หายมาช่วยเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานเฝ้าบ้านแทนได้ ดีกว่ากันเยอะนะใช่ไหมคับ..ผมอยากให้เป็นอย่างนี้มากกว่านา ตัวผมเองก็มีเพื่อนและคนป่วยที่ใช้ชนชนาแล้วได้ผลหายดีตั้งหลายคน เช่นโรคหัวใจเป็นมา5ปีก็หายขาดไม่กลับมาเป็นอีกเลยจนทุกวันนี้ ยายของเพื่อนเป็นอัมพฤกมา8ปีนอนอย่างเดียวทั้ง8ปี ก็กลับมาเดินได้ลูกหลานแห่กลับมาบ้านจากทุกสารทิศเพื่อมายินดีที่ยายเดินได้ จนทุกวันนี้(ยืนยันมีตัวตนจริง พิสูจน์ได้) กระผมจึงมั่นใจอย่างยิ่งว่าน่าจะนำมาช่วยเหลือพวกเราทั้งหลายได้จริงแท้แน่นอน

                                 

                           
    วิธีรับประทานที่เหมาะสม
    --------------------------------------------------------------------------------
    น้ำหนัก(กิโลกรัม) / อายุ (ปี) ----- ขนาดรับประทาน   
    --------------------------------------------------------------------------------
    4-9 กก./1-2 ปี ----- 1-2 หยด/ครั้ง ดื่มวันละ 1 ครั้ง
    10-14 กก./6-10 ปี ----- 1-2 หยด/ครั้ง ดื่มวันละ 2 ครั้ง
    15-34 กก./11-15 ปี ----- 2-3 หยด/ครั้ง ดื่มวันละ 2 ครั้ง
    35-65 กก./16-45 ปี ----- 4-6 หยด/ครั้ง ดื่มวันละ 2 ครั้ง
    66 กก. ขึ้นไป /46 ปีขึ้นไป ------ 6-8 หยด/ครั้ง ดื่มวันละ 2 ครั้ง   

    --------------------------------------------------------------------------------

               

     

    • ผสมน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุก ขนา 250 มิลลิลิตร หรือประมาณ 1 แก้ว (ห้ามผสมกับน้ำร้อน เพราะจะทำให้คุณภาพ ชนชนา ลดลง) สามารถประยุกต์ใช้ทาภายนอกได้ผลดีมากๆเช่นใส่สเปร์ฉีดพ่นใส่หน้าเพื่อความสดชื่นและผิวหน้าจะนวลเปล่งปลั่ง ฉีดพ่นใส่ผิวหนังที่แพ้ คัน เป็นผื่นบวมแดง หรือถูกไฟใหม้ น้ำร้อนลวกหรือฉีดพ่นใส่แผลเบาหวาน หรือแผลกดทับที่เน่าเรื้อรังให้ฆ่าเชื้อ แผลจะแห้งและสมานปิดดีในที่สุด มีตัวอย่างผู้ป่วยแผลเบาหวานที่หายดีโดยไม่ต้องถูกตัดขาทิ้งหลายคนมายืนยันได้คับ อย่าลิมนะคับขาข้างเดียวมี100ล้านก็ซื้อขาแบบเดิมที่พ่อแม่ให้มานี้ไม่ได้เลยนะคร๊าบบ..

                         

     เลขที่ อย. 10-3-27646-1-0002  

    ขวดเล็ก ราคา 800 บาท (10 ml.) รวมค่าจัดส่ง EMS แล้ว 50 บาท และขวดใหญ่ ราคา 2,100 บาท (30 ml.) รวมค่าจัดส่ง EMS แล้ว 50 บาท (นี่เป็นราคาตลาดที่เขาขายๆกันอยู่แล้วนะครับบบ..)

            หากรักษาโรคดังกล่าวที่ไหนไม่หาย ลองมาใช้ ชนชนา ออกซิเจนป้องกันและรักษาโรคดู เป็นทางเลือกเพื่อทางรอดอีกทางหนึ่งเถิดนะคับป๋ม คนไม่ป่วยก็ควรทานเพื่อดีท๊อกขับพิษที่ขังอยู่ในร่างกายจะได้ป้องกันโรคได้และส่งเสริมร่างกายให้แข็งแกร่งปราศจากโรคภัยไปนานเท่านานจะได้มีโอกาศสร้างบุญกุศลประโยชน์ต่อผู้อื่นได้มากขึ้นและจะได้อยู่กับคนที่เรารักไปได้นานเท่านานไงล่ะครับบบบป๋มมมม..ดีไหมครับ..พี่น้อง...หรือว่าอยากอยู่แค่แป๊บเดียวรึไงล่ะ .........                   

                       

    [] ทำไมต้องมากินเจเล่า?เนื้อสัตว์ก็อร่อยดีแล้ว เรื่องไรต้องมาลำบากล่ะ

    animal.gif            

       ทำไมต้องมากินเจด้วยล่ะ!?     ทำไมต้องมากินเจด้วยล่ะ!?    ทำไมต้องมากินเจด้วยล่ะ!?            

      นอกจากจะเพื่อสุขภาพ หรือเพื่อลดคอเรสเตอรอลในร่างกาย ทำให้เบาขึ้นแล้วเนี่ย ก็จะมาถึง  เหตุผลที่ สำคัญอันเป็นความจริงที่เรามาโกหกกันไม่ได้ คือ เราเอาชีวิต(ที่ชีวิตเค้านั้นยังต้องดำรงชีพตามที่ต้องมีและเป็นอยู่เช่น กิน นอน มีความรัก มีคู่ครอง มีทายาทสืบสกุล)ของเค้าทั้งชีวิตมาต่อชีพเราเอง โดยที่เขาไม่ได้ยินยอม..(มีไม๊ล่ะ หมู เป็ด ไก่ วิ่งเข้ามาหา แล้วบอกว่า มากินชั้นที มากินชั้น..) และเค้าไม่มีความสามารถที่จะหนีจากการหยิบยื่นความตายตรงหน้าได้ เพราะถูกมัด ขัง จำกัดอิสระภาพ และปิดทางชีวิตเขา โดยให้แต่ความตายเพียงสถานเดียว ก้อยุติธรรมรึเปล่าเล่าเพียงเพราะเรามาแต่งตั้งเค้ากันเองว่าเขาเหล่านั้นมีชีวิดขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารเท่านั้นหรือไม่ก้อมาตั้งให้เป็นทาส มาขังเค้าไว้เพื่อขายมั่งเพื่อเพลิดเพลินมั่ง มันใช่จิงๆรึเปล่า ลองคิดดูให้ถ้วนถี่ให้ดีๆซิ มันถึงเป็นบาปประเภท บาปอยู่กะคนทำ กรรมอยู่กะคนกิน สัตว์ที่เขาต้องมาตายก่อนอันสมควร ด้วยเราไปจำกัดชีวิตเขา เมื่อเขาตาย ก็กลายมาเป็นวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรมาคอยทวงกรรมแค้นกับคนที่ฆ่าเขา และทวงคนที่เกี่ยวกรรมกับเขา(กินเนื้อเค้านั่นเอง)คนที่มักฆ่าสัตว์มักมีชีวิตบั้นปลายไม่มีความสุข ถ้าไม่มีเหตุต้องตายโหง  ก็มีแต่โรคร้ายรุมเร้าทุกข์ทรมานสิ้นดี  หรือไม่ ก็ครอบครัวมักมีปัญหามาก หาเงินไม่คล่องติดขัดอยู่เรื่อยๆให้ส้งเกตุดูให้ดี ไม่ก็ชอบทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวไม่เป็นสุข อันนี้เค้าว่าเพราะแรงอาฆาตของสัตว์เจ้ากรรมนายเวรนั้นส่งผลให้เช่นนี้ มันวนเวียนเป็นระบบแบบนี้เสมอโดยที่เราไม่นึกรู้(อวิชา)หรือไม่อยากจะรู้ในสัจจะความเป็นจริงเช่นนี้เพราะไปฆ่าเขา หรือไม่ได้ฆ่านะ แต่กินเฉยๆ(เกี่ยวกรรมกับเขา) หรือจะบอกว่าเพราะเราไม่ได้รู้มิได้เห็น ก้อกินได้ เพราะเค้าเอาเนื้อมาขาย ก็ต้องซื้อมากินซี่ และถ้าเนื้อเจ้านี้เลิกขาย เจ้าอื่นๆเค้าก้อขายก้อต้องมีคนไปซื้อมากินอยู่ดีแหละ อันนี้น่าจะเรียกว่า ส่งเสริมการขาย(การฆ่านั่นเเหละ)มันก้อเกี่ยวกรรมทั้งสิ้นนั่นแหละ บาปมากหรือบาปน้อย  อันว่าบาปน้อยๆนี้ เมื่อรวมกันบ่อยๆเข้า มันก็เป็นกรรมที่เปิดช่องทางให้เจ้ากรรมเขามาเล่นงานเราได้เช่นเดียวกัน  เรื่องกลไกแห่งกรรมแบบนี้ พวกเราไม่เคยได้รู้กันหรอก เชื่อสิให้ดิ้น... เพราะไม่เคยได้เข้าวัดฟังธรรมจากพระสุปฎิปันโน ไม่เคยได้ฟังท่านเทศน์เรื่องแบบนี้(ศิล5ข้อ เป็นต้น) ก้อเลยสัตว์โลกก้อเป็นไปตามกรรม จึงจะขอเรียนเชิญท่านพิสูจน์กรรมเช่นว่านี้ได้ ที่วัดเขาสมโภชน์ อำเภอชัยบาดาล ลพบุรีนั่นแหละ ท่านเองอาจจะกระจ่างแจ่มแจ้ง และพอเข้าใจได้เป็นอย่างดีก็เป็นได้นะคับ  หรือติดต่อมาสอบถามกันได้ใกล้ๆ  ที่อาจารย์ประชิต  มหาเมฆ อยุ่แถวดอนเมือง ทางไปวัดนาวง  ถนนสรงประภา โทรศัพท์081-712-7262ท่านอยู่ต้อนรับทุกวัน อาจารย์แม่ประชิต เป็นศิษย์สายวัดเขาสมโภชน์เช่นกัน ใครมีเคราะห์หนัก ชีวิตมีปัญหาหนัก ก็มาตรวจแก้กรรมกันได้ เมื่อพอรู้ต้นเหตุของกรรมแล้วถึงจะแก้ไขให้ได้ถูกที่คัน เคราะห์ที่หนัก ก็จะเบาลง และดีขึ้นได้ อาจารย์แม่มักจะเน้น ให้สวดมนต์ ภาวนา รักษาศิล และคอยสร้างกุศลเพิ่มเสมอ ดวงจะได้ไม่ตกง่าย  ส่วนในเรื่องการลองมาทานอาหารเจดูนี่ ก็ อยากให้ซ้อมก่อนด้วยการเขี่ยเนื้อสัตว์ออกจากจานไปก่อน หรือทำอาหารที่ไม่ต้องมีเนื้อสัตว์ใดๆเลย(กินไข่,นมวัวได้นะ) สมัยนี้วิทยาโภชนาการเค้าก้าวหน้าไปมากแล้วนะคับ สามารถทำเนื้อเทียมเลียนแบบเนื้อสัตว์ไม่ว่า จะเป็น เนื้อวัว เนื้อหมู 3ชั้น เนื้อเป็ด ไก่  หรือกระทั่งเนื้อปลา  เค้าก็สามารถเลียนแบบได้เหมือนมาก ทั้งรสชาติด้วย จนผมเองต้องคายออก เพราะนึกว่าเป็นเนื้อสัตว์จริงๆ เค้าก็ว่านี่มันเจนะ ผมก็เลยอึ้งกิมกี่ไปเลย มันแยกไม่ออกจิงๆนะคับ อาหารเลียนแบบเนื้อสัตว์นี้ ใช้ของยี่ห้อ โยตาอาหารเจ นะคับ จะอร่อยดีที่สุด สะอาด แพกห่อชีลทันสมัยนะคับในเมื่อมีทางเลือกที่มากขึ้น และร้านอาหารเจที่ขายทุกวัน ก้อเริ่มผุดขึ้นมามากขึ้น และเพื่อสุขภาพพลานามัยที่ดี ร่างกายที่เบา สบายไม่มีคอเรสเตอรอลสูงเหมือนกินเนื้อสัตว์นั้น อาจจะช่วยให้พวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้น ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บ และไม่ต้องไปเกี่ยวกรรมกับสรรพสัตว์เขา อาจจะช่วยให้พวกเรา ไม่ไข้ ไม่เจ็บ ไม่จน เพิ่มกุศลเมตตาจิตมากขึ้น ทำให้พวกเรามีจิตใจแจ่มใสเบิกบาน ทั้งสุขภาพดีมีบุญกุศลถึงพร้อม ยิ่งขึ้น ชอบแบบนี้ไม๊คับพวกเรา หรือคิดกันว่ายังไงมั่ง เรื่องนี้ อ่ะคับ..และในกลอนสุภาษิตของสายธรรมจีน ก็กล่าวเอาไว้ว่า คนกินเจเพียง 1 คน  อีกหมื่นชีวิตรอดตาย มันก้อมีความหมายที่ อื้มม...ก้อใช่จิงๆๆน่ะแหระ ผมคิดว่างั้น..หรือคิดกันว่าไงล่ะคับ..หืมม..ช่วยบอกกันทีนะคับ..

    Become a Vegetarian   

     

    การออกกำลังด้วยการปั่นเสือภูเขาของเรา

    P3141127.jpgP3141132.jpgP3141117.jpgP3141113.jpgPhoto1382.jpg      

    จริงๆแล้ว ครั้งแรกๆเราก้อไม่คิดที่จะไปตะลอนๆ

    ขับเคี่ยวกับยวดยานต่างๆที่ต่างคนก็เร่งรีบเพื่อให้ถึงที่ของตัวเองไวๆ(มี3ที่ ที่หมาย,โรงบาล,วัด)

     ถึงกับแข่งตะบี้ตะบันปาดขวาแซงซ้ายควันโขมงโฉงเฉง 

     mz_03_10012943557.gif

     บางทีถึงขั้นท้าตีท้าต่อยกันเหยงๆๆกลางถนน 

     เพราะนิสัยเราไม่ชอบไปเสี่ยงอันตรายๆอะไรแบบนั้น

     แต่เพราะเพื่อนรุ่นน้องมันชวน ชวนช๊วนชวนจนเราต้องยอมซื้อรถของมันมาขี่

      มันว่าประหยัด ไม่เปลืองค่ารถ แถมออกกำลังไปในตัว

     

    และยกตัวอย่างนักกีฬาแยงกี้ lance armstrong เจ้าบองแชมป์ ตูร์ เดอ ฟร๊องตั้งหลายสมัย(ระยะ600km.บรื๊อ ไกลโครต)Lance Armstrong, 2004 Tour de France: Six-Time Tour de France Winner Art Print by Graham Watson

    ว่า ตะก่อนเค้าเป็นมะเร็งต้องทนทุกข์ทรมาณ ออดๆแอดๆ

    ไปไหนก๊ไม่ได้ จนวันนึงทนไม่ไหว

    ก็หนีหมอมาขี่จักรยานไปไกลๆ ขี่ไปขี่มา

    เอ้อ.แข็งแรงขึ้นเฟ้ย.. ภายหลังไปตรวจหามะเร็งที่เป็นอยู่

     อ้าว มันหายไปไหนแร้ว..โอ้ว..มายก๊อด(ไม่แดม)

     

     นั่นเป็นกำลังใจให้ อีตา แลนซ์  อาร์มสตรอง มาลงสนามแข่งขัน

    จนได้ดิบได้ดี มีชื่อเสียงเกรียงไกรมาตราบจนทุกวันนี้

     เป็นอีกเหตุผลนึงที่เรายอมมาขี่ด้วย  และมันก้อไม่ได้ง่ายเร้ยย..

     

    ที่กว่าจะเป็นมวยกะเขามาได้ทุกวันนี้

      โดนปาดขวาแซงซ้ายบีบแตรสนั่นใส่จนจะถอดใจถอยซะแร้ว..และเซ็งโครตกับไอ้ตูบข้างถนน 

    ที่มาคอยวิ่งไล่กวดและ เห่าไล่ตามให้ต๊กกะใจเสียวน่องจะโดนมันงับๆๆๆฮ่งๆๆงับๆๆ 

     แต่ว่าเราก้อคิดว่าอะไรๆมันก้อย่อมมีหลักการของมันที่เราต้องพัฒนาให้ถูกขั้นตอน

     

    มันจะเริ่มปุ๊บ เป็นปั๊บเลยนั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอกโยมเอ๋ย..

    เราจึงได้เพียรพยายาม เรียนรู้วิธีเอาตัวรอด หัดรู้จักการใช้สปีด

    ให้มันเร็วขึ้นทันใจเรา การปรับเปลี่ยนเชนจ์เกียร์เบาไปหนักสุด

     ให้ทำความเร็วให้ได้เวลาเร็วที่สุด มันมี7เกียร์

     ครั้งแรกก้อไล่ทีละเกียร์ อาจจะ6ครั้งต่อการเชนจ์ถึงจะเร็วขึ้น

    ครั้งต่อไปก้อพัฒนาขึ้นเหลือแค่3ครั้งก็ความเร็วจี๋แล้ว

     ตรงนี้จะยากที่กล้ามเนื้อเราต้องแกร่งพอที่จะสปรินท์โดยที่ความเร็วไม่ตกเรยย

     ก้อคงต้องขับทุกวัน ใน 1 เดือนก็สามารถจะมองเห็นความก้าวหน้าได้แร้ว

     1180822953317.gif

     ก้อพอที่จะขี่ไกลๆได้โดยไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร..แต่

    การที่เราได้ออกถนนประจำนั้น มันบังคับเราอัตโนมัติ

    ให้พัฒนาตัวมันเอง เพื่อการเอาตัวรอดในสถานการต่างๆ

    คล้ายๆกับถูกผู้ใหญ่จับโยนลงน้ำเพื่อให้เราได้ว่ายน้ำเป็น

     

    มันต่างกันหน่อยตรงการว่ายน้ำแบบนั้น

    ต้องตาลีตาเหลือกว่ายๆๆๆๆให้พยุงตัวเองพ้นน้ำ และถึงฝั่งอย่างปลอดภัย

      แต่การออกถนนนั้น มันจะมีทางเลือกที่มากกว่า

    ว่าอยากรอดก็ต้องพยายามพัฒนาค่อยๆเรียนรู้ขั้นตอนต่างๆที่ดี

    เช่น ชิดซ้าย แระหัดขอทางเขา  ยอมก้มหัว"ขอทางให้หน่อยคร๊าบ..พี่น้อง"

     หัดทำให้เป็น หัดอ่อนน้อมให้เป็น เค้าก้อจะชลอให้

    ถ้าอยู่ๆพรวดออกขวาไปเรย เป็นไงล่ะจ๊ะ..ก้อโดนนะเซ่ พี่น้อง

     ไม่โดนรถเหยียบ ก้อโดนให้พร"เมงอยากตายเร๋อฟะ"หรือให้ของขวัญแบบ บัฟฟาโล่โนอา

     (แปลว่าฟายบ่มีสระอา)นั่นแหระคร๊าบแบกกลับบ้านไปเป็นพวงๆๆเร้ยย..พี่น้องเอ๋ย....               

     แระพอเราผ่านขั้นตอนพัฒนาการต่างๆซึ่งก้อไม่ง่ายนัก

    มันคอยมีอะไรมาทดสอบเราอยู่เรื่อยๆ จากครั้งแรกๆรถบางคันชอบขับมาจี้

    คอยเร่งบื้นๆไม่ก้อคอยบีบแตรไล่ ไม่ก็แซงเฉียดห่างเราไปนิ้วเดียวก็มีแท๊กซี่นี่โดนบ่อย

    ไม่ก้อรถเมล์นี่แหละ มะก่อนก้อเป็นตัวดีเรยร่ะ ชอบขับจี้แล้วชอบพ่นเสียงไฮโดรลิก ฟู่ๆ

    เสียงดังมักๆ ถ้าไม่ระวังจะสะดุ้งโหยงแล้วรถจะส่าย ตอนนี้แหละถ้าเราประคองตัวได้

     มันจะชอบใจใหญ่ไล่จี้ไม่ปล่อย คอยแต่พ่นไอ้ไฮโดรลิกฟู่ๆๆๆเป็นระยะสนุกมือสลับกับบีบแตรไล่

      และมักจะแซงเราไปโดยที่แทบจะเบียดเราให้เละเป็นวุ้น เวรจิงๆ..

     ติดอยู่กับฟุตบาท ตอนนี้จะต้องประคองรถให้ดีและมักจะเจอเคสที่หลายรูปแบบไม่ค่อยซ้ำกันนัก

     

     ตอนที่แรงลมดูดจากตัวรถใหญ่ลมมันพัดรวบตัวเรา รถมันจะแกว่งแรงและส่ายไปมา

     ต้องสติมั่นคง นิ่ง ค่อยๆผ่อนความเร็วและประคองรถถอยออกให้เป็นเส้นตรงตลอดช่วงนาทีนี้

    ครั้งหลังๆเราชักมีน้ำโหขึ้นมาซะแร้วสิมันชักจะถี่โดยที่เราไม่ได้มีอะไรโต้ตอบมันเลย ซักนี๊ดด.. 

     089.gif

    ฮึ่ม...ย๊าก...ต้องร้องเพลงสู้เว๊..ของน้องเบ๊นซ์ นักร้องลูกทุ่งตัวจิ๋ว 

    คือมันชักบ่อย ชักจะถี่ครั้งเข้า มันไม่ไหวแร้วเฟ้ยย.เลยจะต้องหัดเชนจ์เกียร์ อย่างที่ว่ามาข้างต้น

     หาที่ซุ่มซ้อมฝึกหัดจนนานเข้าๆ พอเริ่มชำนาญขึ้น เร็วขึ้น ขี่ได้ไกลขึ้น ก็เจออีกครั้งจนได้..

    แล้ววันต่อมา ก้อมีรถเมล์อีกแร้วล่ะครับท่าน ค่อยๆขยับมาใกล้ๆ จ่อหลังจี้ขึ้นมาในเลนของเรา (ซ้าย)

     

    ถ้ามันจะตีออกขวาซะ แล้วก้อแซงได้ดันไม่แซง

     พอดีตาดันเหลือบชำเลืองไปเห็นเค้ากำลังจะเร่งขึ้นมาเพื่อมาจ่อข้างหลังเราเพื่อคอยไล่จี้สไตล์เดิมเด๊ะ

                 เหะๆๆ เราก้อทันทีเล้ย ปรับสปีดเชนจ์เกียร์ไล่ความเร็วอย่างสุดๆกันล่ะ..พี่น้อง..                  talkshitgethit.gif

    นับ 1,2,3,ความเร็วจาก25กลายเป็น55ทันที

    พุ่งปรู๊ดเราพรวดไปแล้วโน่น รถเมล์เค้าคงจะงงเต๊ก..เรยพยายามไล่จี้ตามมา

     โฮ้ย..ยังดึงเกมยาวอยู่..ไม่ได้แอ้มร๊อกเพ่..

    เพราะเราสปีดเปลี่ยนจานใหญ่มาความเร็วที่เกือบ70มรอมมร่อแร้ว ปรู๊ดฉีกไปไกลแย้วว..

     s_2b758464a3e52c965f275ae0bc10e64d.gif

    กว่าจะมาถึงผม พี่เค้าก้อต้องผ่อนความเร็วลงมาซะแล่วว..บักสีดาน่อยๆ....

    เพราะว่าบังเอิ๊ญใกล้จะถึงสี่แยกไฟแดงข้างหน้าโน่น ซแร้วคับ เพ่..!!!

    แล้วผมก้อต้องเลี้ยวซ้ายไปธุระผมต่อซะด้วย ไม่มีเวลามาต่อภาค2ให้แก้มืกทมไฟแดงแยะก็เงี๊ยะ น่ากัวจะบ่นว่า" ฮึ่ม!!ฝากไว้ก่อนเถอะโอฬาร"  (ไม่เอาโว้ย)

     gangbang.gif  

    จริงๆแล้วมันก้อไม่ได้ยากเย็นอะไรกับการปั่นจักรยานแบบนี้ดอกครับ

     คนที่ขับเป็นแล้วคงยืนยันได้ดี  เพียงแต่เราต้องมีแค่ความกล้าที่จะใช้ถนนก่อน

     ก้อให้คิดว่าไม่ได้แค่ให้รถเครื่องอย่างเดียวได้ใช้บนถนนนี้เท่านั้นนี่

    อย่างน้อยเรา พ่อแม่ พี่น้องญาติเราก้อเสียภาษีกะเค้าเหมือนๆกัน

    congratulations.gif 

    ในเมื่อมีโอกาศแล้ว ก้อใช้มันซะ ลองดู 

    คิดอย่างเนี่ยล่ะคับ พื้นๆก่อน  พอเราเริ่มไปเป็นแร้ว 

     รับรองว่า จะเข้าใจในรสชาติของวิวข้างถนน

     ยิ่งถนนยามเช้าๆที่มีต้นไม้ข้างทางเยอะๆนั่นปะไรล่ะคับ

     โอ้ มายก๊อด สด สดชื่นจาย ในบรรยากาศลมพัดเอื่อยๆเย็นสบายยามเช้า

     pix415mf8.gif

    แม๊..มันลืมไม่ลงจิงๆๆเรยนะ

    ยิ่งอย่างในต่างจังหวัดที่มีภูเขา

    ต้นไม้ตลอดทางวิว 2 ข้างทาง

    DSCN1167.jpgfktmp17_0058.jpgPicture004.jpgIMG_2653.jpg

    โอ้..เห็นภาพไม๊ว่า เราจะมีความรู้สึกดีขนาดไหน

      สุดยอดมากๆคับ ยิ่งที่ระยองทั้งภูเขา ชอบมะ ชอบม๊า..

    Ff.jpgIstanbul2007018.jpg

            และทั้งทะเล ขับชมวิวไป..โอ้ว มายก๊อด....เยส....เยส..พลีส...ใช่เร้ย                        ธรรมชาติเพียวๆเลย.. พี่น้อง ผมไปมาแร้วคับพี่น้องเอ๋ยย.

                          กะจักรยานเนี่ยแหละ ดีต่อทั้งร่างกาย  จิตใจอย่างแท้จริง                       aww.jpgVCRdGj8XhMKeRC78q0OpJRlMnYuq.jpg

    ร่างกายก้อแข็งแกร่งขึ้น จิตใจก้อมั่นคงสงบนิ่งดี

     ทำให้ไม่เครียด ดูกระฉับกระเฉงดี และทำให้มีภาวะความเป็นผู้นำสูงขึ้น    

       

     

    เห็นชัดเลยว่าทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น คิดว่าจักรยานนี้ดีไม๊ล่ะคับ..   และนี่เลยคับใครชอบขี่จักรยานแนวไหน ก็มาดูเวบนี่เลยเพื่อนรุ่นน้องของกระป๋มชื่อนายแบ๊งค์(มดเอ๊กซ์:กิติพงษ์)คนชวนกระป๋มมาขี่จักรยานเสือพากันปั่นตลอนๆไปตั้งแต่วงแหวนรอบนอกยันนครปฐมพากันไปแข่งเอาถ้วยที่ระยองในงานของออชาดปาร์คครอสคันทรี่ก็ได้ถ้วยมาใบนึงไปกันแต่เรา2คนลงจากรถทัวร์แล้วก็โหลดจักรยานลงมาปั่นจนไปถึงงานแข่งกันเลยทีเดียว ก็คุ้มคับตอนนี้เพื่อนเขาเป็นทีมชาติประเภทจักรยานcycle sport คืออะไรอย่า งง นะคับ ถ้าบอกว่าขี่จักรยานเตะฟุตบอลก็จะร้องอ๋อ..เพราะในต่างประเทศเขาฮิตกันนานแล้ว เราพึ่งจะมีกันคับ และเพื่อนคนนี้(นายแบ๊งค์)เป็นคนรวบรวมกลุ่มการขี่จักรยานแบบtrialเป็นพวกแรกๆและลงเวบเป็นพวกแรกในไทยเรานี่..(โห..น่าเหนื่อยแทนเจงๆว่ะน้องเอ้ยย..อิอิ)มาดูที่ www.trialriders.com ลองแวะไปดูมั่งนะคับ มีสอนขี่แบบผาดโผน การดูรถ แบบรถแบบเสือฯลฯสารพัดความรู้นะคับมาแนะนำ และรวมกลุ่มไปขี่กันหลายๆที่เช่นไปพระราม8เหมือนที่ป๋มไปบ่อยๆ เฉพาะคืนวันศุกร์จะเจอกลุ่มขี่แบบtrialจะมารวมตัวกันขี่โชว์ท่าผาดโผนต่างๆเชินนะคับ.ว่างก็เชิญมาดูกัน ตอนหัวค่ำใต้สะพานพระราม8 คับ.ถ้าเจอผมก็เข้ามาทักทายได้ครับ นั่นที่ประจำของผมเลยล่ะครับ อากาศดีมั่กๆ ลมพัดชื่นจาย..

    msndollzu_1263726318.gif    021-1.jpg